นักลงทุนมือใหม่ ต้องรู้!! ก่อนเทรด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ (Cryptocurrency)

การเทรดสกุลเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency หรือเรียกกันว่า ‘คริปโตฯ’ ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีช่องทางทำกำไรยุคใหม่ที่ทำให้หลายคนกลายเป็นเศรษฐีได้ (และเป็นยาจกได้) ในเวลาชั่วข้ามคืน ซึ่งการลงทุนหรือการเทรดคริปโตมีความเสี่ยงสูงมากๆ นักลงทุนจึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนซื้อ-ขายคริปโตฯ

คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คืออะไร?

คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือสกุลเงินเข้ารหัส เป็น ‘สินทรัพย์ดิจิทัล‘ ที่ไม่สามารถจับต้องได้ แตกต่างจากเงินจริงๆ ที่ทำขึ้นเป็น ‘ธนบัตร’ หรือ ‘เหรียญกษาปณ์‘ สามารถจับต้องได้ สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการ โดยมูลค่าจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจระหว่างผู้ใช้

โดยคำว่า “Crypto” หมายถึง การเข้ารหัส ส่วนคำว่า “Currency” หมายถึง สกุลเงิน ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินดิจิทัลที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสกุลเงินในอนาคต ที่จะเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน

นักลงทุนมือใหม่ ต้องรู้!! ก่อนเทรด 'คริปโตเคอร์เรนซี' (Cryptocurrency)
นักลงทุนมือใหม่ ต้องรู้!! ก่อนเทรด ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ (Cryptocurrency)

หลักการทำงานของ “Cryptocurrency”

เงินดิจิทัล Cryptocurrency สกุลต่างๆ จะถูกบันทึกในระบบที่เรียกว่า “Blockchain” (บล็อกเชน) ซึ่งจะช่วยบันทึกข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของเหรียญสกุลเงินใดบ้าง โดยระบบ Blockchain สามารถส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ และตรวจสอบได้ จึงทำให้มีความโปร่งใส ปลอดภัยสูง ปลอมแปลงยาก เพราะทุกคนสามารถดูประวัติการทำธุรกรรมได้ หากต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องแก้ทุกสำเนาที่ทุกคนในระบบถืออยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ระบบ Blockchain ช่วยให้การชำระเงินออนไลน์ รวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ระหว่างบุคคล เป็นไปอย่างน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และรับรองความถูกต้องได้ ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางกลางมีดำเนินการ ซึ่งแต่เดิมจะมีระบบธนาคารเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

เทคโนโลยี “บล็อกเชน” (Blockchain) ทำงานอย่างไร

เทคโนโลยี “บล็อกเชน” (Blockchain) เป็นเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการเข้ารหัสคอมพิวเตอร์ โดยจะบันทึกข้อมูลลงในกล่อง (Block) และนำมาต่อกันเรื่อย ๆ เหมือนสายโซ่ (Chain) ซึ่งจะไม่สามารถย้อนกลับได้ ทำให้ยากต่อการปลอมแปลง แก้ไข หรือทำลายข้อมูล

“บล็อกเชน” (Blockchain) จะประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบ “กระจายศูนย์” (Distributed Ledger Technology: DLT) ที่ปราศจากการควบคุมโดยตัวกลางอย่างธนาคารหรือรัฐบาล ดังนั้น ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตฯ จึงมีความปลอดภัย โปร่งใส และน่าเชื่อถือ

ความแตกต่างระหว่างคริปโตฯ Coin และ Token

Coin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าในตัวเอง ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการต่างๆ มีเครือข่ายบล็อกเชนของตัวเอง

Token เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่มีเครือข่ายบล็อกเชนของตัวเอง สร้างขึ้นจากเครือข่ายบล็อกเชนอื่นผ่านสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า และบริการต่างๆ แต่จะมีคุณสมบัติการใช้งานในรูปแบบเฉพาะเจาะจง คือ สามารถใช้งานได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

ประโยชน์ของ Cryptocurrency

  • ทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็ว: เนื่องจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตฯ เป็นแบบดิจิทัลทั้งหมด จึงมีความสะดวกและรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมภายในประเทศหรือระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีเหนือกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม 
  • ต้นทุนในการทำธุรกรรมต่ำ: ใครที่เคยโอนเงินระหว่างประเทศจะทราบกันดีกว่าค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมค่อนข้างสูง แต่หากทำธุรกรรมผ่านคริปโตฯ จะช่วยลดต้นทุนในส่วนของค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมไปได้มากเมื่อเปรียบเทียบกับบริการทางการเงินอื่น ๆ
  • มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว: เนื่องจากคริปโตฯ ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “Blockchain” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยากต่อการถอดรหัสทางคณิตศาสตร์ ทำให้สกุลเงินดิจิทัลปลอดภัยกว่าธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
  • ความโปร่งใสที่เหนือกว่า: ธุรกรรมแต่ละรายการของคริปโตฯ จะถูกบันทึกในบัญชีแยกประเภทโดยใช้เทคโนโลยี “Blockchain” ซึ่งไม่สามารถแก้ไข ย้อนกลับ หรือทำลายข้อมูลได้
  • ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ: ปัจจุบันเริ่มเห็นข่าวมหาเศรษฐีชาติต่าง ๆ เก็บบิตคอยน์เข้าพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เนื่องจากเชื่อว่าเหรียญที่มีอุปทานจำกัดอย่างเช่น Bitcoin สามารถนำมาเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อได้
  • เปิดซื้อขายแลกเปลี่ยน 24 ชั่วโมง: เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นที่มีวันหยุดและเวลาเปิดปิด แต่ตลาดคริปโตฯ นั้นมีสภาพคล่องสูง เพราะเปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด

มูลค่าของ Cryptocurrency เกิดจากอะไร

มูลค่าของ Cryptocurrency เกิดจากอะไร จากความเข้าใจเดิมของนักลงทุนมักเปรียบเทียบคริปโตฯ กับหุ้นจะเข้าใจได้ง่าย เพราะการลงทุนในหุ้น มีหลายปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดราคาหุ้น เช่น พื้นฐานหุ้น งบการเงิน ผลประกอบการของบริษัท ฯลฯ แต่ Cryptocurrency ไม่มีข้อมูลเหล่านั้น แล้วราคาของ Cryptocurrency ถูกกำหนดด้วยปัจจัยอะไรล่ะ? 

เมื่อ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้ถูกออกโดยธนาคารกลาง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ดังนั้น ปัจจัยเช่น นโยบายการเงิน อัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าของ Cryptocurrency

แต่มูลค่าของคริปโตฯ จะแปรผันตามอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของตลาด หลักการคล้ายมูลค่าของ “ทองคำ” ยิ่งเหรียญนั้นมีอุปสงค์หรือความต้องการมากเพียงใด ราคาของเหรียญนั้นก็จะสูงขึ้น และหากเป็นเหรียญที่มีอุปทานจำกัด อย่าง “บิตคอยน์” ซึ่งถูกจำกัดไว้เพียง 21 ล้านเหรียญ มูลค่าของเหรียญก็จะสูงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ได้

คริปโตฯ 7 กลุ่มหลัก

คริปโตฯ 7 กลุ่มหลัก

1. คริปโตฯ แบบรักษามูลค่า (Store of Value)
เป็นเหรียญที่มีจำนวนจำกัด ไม่มีการเพิ่มจำนวนอีก มีจำนวนเท่าไร ก็จะบันทึกไว้เท่านั้นเหรียญในกลุ่มนี้ เช่น Bitcoin (BTC), Litecoin (LTC), Bitcoin Cash (BCH)

2. คริปโตฯ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract)
เป็นสัญญาอัจฉริยะแบบอัตโนมัติที่อยู่บนระบบบล็อกเชน ทำหน้าที่จัดเก็บเงื่อนไขสัญญา ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการที่ตรงตามเงื่อนไข ก็จะมีการดำเนินการตามที่ได้ระบุไว้ ตัวอย่างคริปโตฯ ที่สนับสนุนการทำงานของ Smart Contract เช่น Ethereum (ETH), Cardano (ADA), Polkadot (DOT)

3. คริปโตฯ เพื่อระบบการเงินแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized Finance: DeFi)
เป็นบริการทางการเงินที่อยู่ในระบบบล็อกเชน โดยใช้ Smart Contract มารองรับ ไม่ใช้ตัวกลาง โดยแต่ละเหรียญจะมีวัตถุประสงค์ การใช้งาน และจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เหรียญในกลุ่มนี้ เช่น Uniswap (UNI), Maker (MKR), AAVE

4. คริปโตฯ แบบส่งต่อมูลค่า (Value Transfer)
เป็นเหรียญที่ออกแบบพัฒนาขึ้น เพื่อส่งต่อมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยระบบบล็อกเชน ซึ่งมีค่าธรรมเนียมถูก ตัวอย่างเช่น หากต้องการโยกย้ายเหรียญที่มีอยู่ไปต่างประเทศ ก็สามารถแปลงเหรียญเป็น Value Transfer ทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงและรวดเร็วขึ้น เหรียญในกลุ่มนี้ เช่น Ripple (XRP), Stellar (XLM)

5. คริปโตฯ ประเภท Oracle
เป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างข้อมูลภายนอกบล็อกเชน (Off-chain) กับข้อมูลภายในบล็อกเชน (On-chain) เพื่อให้สามารถนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น ข้อมูลสภาพอากาศ ราคาสินทรัพย์ ผลโหวต ผลการแข่งขัน เหรียญในกลุ่มนี้ เช่น Chainlink (LINK), Band Protocol (BAND)

6. คริปโตฯ ประเภท Stablecoin
เป็นเหรียญที่ตรึงมูลค่าเข้ากับสกุลเงินหลักของโลก (ดอลลาร์ ยูโร) หรือสินค้าโภคภัณฑ์หนุนหลัง (ทองคำ น้ำมัน ที่ดิน) ในอัตรา 1:1 จึงนิยมนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน เช่น หากอยากจะเข้ามาเทรด ก็จะต้องใช้เงินจริงซื้อคริปโตฯ ประเภท Stablecoin ในอัตรา 1:1 แล้วจึงนำไปซื้อคริปโตฯ อื่นๆ ต่อไปได้ เหรียญในกลุ่มนี้ เช่น USDT, USDC, DAI

7. เหรียญมีม (Meme Coin)
เป็นเหรียญที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Meme ต่างๆ ที่เป็นที่นิยม ออกแบบมาเพื่อล้อเลียนและความสนุกสนานเท่านั้น ไม่ได้มีแพลนหรือโปรเจกต์รองรับ จึงมักเป็นที่นิยมในระยะเวลาสั้นๆ และมีความผันผวนสูง

สกุลเงินคริปโตที่รู้จักกันดีที่สุดคือ “Bitcoin” (บิตคอยน์) เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก จึงถือว่าเก่าแก่ที่สุด ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินธุรกรรมต่างๆ ระหว่างบุคคล สามารถตรวจสอบได้ จึงทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่หันมาสนใจลงทุนกับบิตคอยน์มากขึ้น นอกจาก Bitcoin แล้ว จริงๆ แล้วยังมีคริปโตอีกหลายสกุลเงินที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสกุลเงินที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทย เช่น Ethereum, Litecoin, Bitcoin Cash, Ripple, Binance Coin, Cardano, Ripple (XRP) และ Dogecoin เป็นต้น

วิธีลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

1. ลงทุนระยะยาว
เป็นกลยุทธ์ทำกำไรในระยะยาว ซื้อมาในราคาที่ถูก จากนั้นถือครองจนกว่าจะมีมูลค่าที่พอใจ แล้วจึงขายเพื่อทำกำไร โดยไม่ต้องมานั่งดูกราฟบ่อยๆ ซึ่งต้องมั่นใจว่ามูลค่าของคริปโตฯ ที่เลือกลงทุนจะเติบโตขึ้นในอนาคต ส่วนกำไรจะมากน้อยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน

2. เทรด
เป็นกลยุทธ์ทำกำไรในระยะสั้น เนื่องจากมูลค่าคริปโตฯ มีความผันผวนหนัก การเทรดโดยซื้อมาขายไปในระยะเวลาสั้นๆ จึงทำให้มีกำไรน้อย แต่เน้นไปที่การมีผลกําไรเล็กๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องอาศัยประสบการณ์ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการติดตามข่าวสารเป็นประจำ จึงจะทำให้มีโอกาสคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น

3. ขุด
เป็นกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของคริปโตฯ โดยใช้ระบบตรวจสอบ Proof of Work (PoW) แก้โจทย์ที่ระบบกำหนดมาเพื่อหาค่าสมการที่ถูกต้อง หากสามารถทำสำเร็จเป็นคนแรกในเครือข่าย ก็จะมีสิทธิ์เพิ่มข้อมูลธุรกรรมชุดใหม่ลงไปในเครือข่าย และจะได้รับรางวัลเป็นเหรียญใหม่ที่ยังไม่มีในระบบเป็นค่าตอบแทน

4. Stakink
เป็นกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของคริปโตฯ โดยใช้ระบบตรวจสอบ Proof of Stake (PoS) วางสินทรัพย์ค้ำประกัน หรือ Stake เหรียญไว้ในระบบ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการตรวจสอบ และยืนยันธุรกรรม โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นเหรียญ หรือ ค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมบนบล็อกนั้น ตามเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

ลงทุนในคริปโตฯ หรือการเทรดคริปโตฯ ทำอย่างไร

ก่อนจะซื้อขายหรือเทรดสกุลเงินดิจิตอล เราต้องเข้าไปสมัครเพื่อเปิดบัญชีของเราบนแพลตฟอร์มที่ใช้เทรด หรือเรียกกันว่ากระดานเทรดคริปโตฯ ซึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับการอนุมัติจากกลต.ในประเทศไทยตอนนี้คือ Bitkub, Zipmex, Binance, Satang Pro, Huobi Thailand, Bitazza, ER-X, Upbit, Z.comEX, Coins และ TH KULAP (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ค. 65) เมื่อสมัครและเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้วเราก็สามารถโอนเงินจากธนาคารเข้าไปในบัญชีคริปโตฯ เพื่อซื้อเหรียญที่เราต้องการได้เลย โดยการซื้อเหรียญคริปโตฯ ไม่จำเป็นต้องซื้อ 1 เหรียญเหมือนกับตอนที่เราซื้อหุ้น แต่เราสามารถซื้อหน่วยย่อยของเหรียญนั้น ๆ ได้ตามเงินที่เรามี เช่น BitCoin (BTC) มีราคา 1,300,000 บาท/เหรียญ แต่เราสามารถซื้อเพียงแค่ 0.00073 โดยใช้เงินแค่ 1,000 บาท ได้

ตลาดคริปโตฯ เป็นตลาดที่มีความผกผันสูง ดังนั้นการจะลงทุนในตลาดนี้จึงมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุนเพื่อให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ต้องไปศึกษาเพิ่มในส่วนเทคนิคการอ่านกราฟ การหาจุดซื้อและจุดขาย รวมไปถึงช่องทางการติดตามข่าวสารวงการคริปโตฯ ที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าว บทความข่าว แฟนเพจ หรือการเข้าคอมมูนิตี้ของกลุ่มนักลงทุน เป็นต้น

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.