เจ้าสัวธนินท์เบอร์ 1 ของโลก

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของซีพีกับ 7-11

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของซีพีกับ 7-11

นายทุนญี่ปุ่นเจ้าของลิขสิทธิ์ 7-11 รักเจ้าสัวธนินท์มาก เพราะสามารถดึงโชห่วยของไทยมาไว้ในอ้อมกอดของ 7-11 อย่างเหนียวแน่น
เฟซบุ๊กหน้าเพจ Peerapong Amornpich นำเรื่องราวของ 7-11 และซีพีมาลงโพสต์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 เป็นการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจกับความเป็นไปของ 7-11 ในเมืองไทยที่ญี่ปุ่นรักชอบเจ้าสัวธนินท์มาก เพราะช่วยกวาดต้อนเอาอุตสาหกรรมโชห่วยของไทยมาประเคนให้ญี่ปุ่น แต่สังคมไทยยังขาดอะไรอีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการต่อยอดองค์ความรู้ คนไทยไม่เริ่มจาก 0-1-2-3-4-5 ดังนี้…..


มีเรื่องเล่าในหมู่นักธุรกิจญี่ปุ่นที่มาลงทุนหรือมาทำงานกันในเมืองไทยว่า เจ้าของ 7-11 นั้น รักชอบเจ้าสัวธนินท์แห่งซีพีมากมายนัก เพราะจู่ๆ ก็ได้ช่วยกวาดต้อนเอาอุตสาหกรรมโชห่วยของไทย มาประเคนให้อยู่ในมือของพวกเขา แถมยังมีความซื่อสัตย์มั่นคง ไม่เคยผิดสัญญา ใช่ว่าพอสอนให้ทำเป็นแล้ว ก็ไปเปิดธุรกิจคล้ายคลึงกันขึ้นมาแข่ง เหมือนที่เจ้าสัวรายอื่นของไทยเคยทำไว้กับคู่ค้าที่เป็นต่างชาติ ซึ่งบางรายถึงกับฟ้องร้องกันในต่างประเทศจนเป็นเรื่องใหญ่โต

อันที่จริง ความสำเร็จของ 7-11 ในเมืองไทยนั้น ต้องให้เครดิตกับคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

แต่ทว่า แม้ญี่ปุ่นจะรักชอบและพอใจในผลงานของซีพีสักเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่ยอมอนุญาติให้ซีพีขยายสิทธิแฟรนไชส์ไปสู่ประเทศอื่น ทั้งๆ ที่ทางไทยเพียรขอร้องญี่ปุ่นตลอดมา ว่าต้องการขยายสิทธิแฟรนไชส์ 7-11 ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย และไปสู่ประเทศจีน โดยถ้าทางญี่ปุ่นยังไม่มั่นใจ ก็จะขอเริ่มจากบางมณฑลก่อน ไม่จำเป็นต้องได้สิทธิทั้งประเทศจีนก็ได้

แม้ผลงานในเมืองไทยจะน่าประทับใจ ทว่าญี่ปุ่นก็ยังคงสงวนท่าที ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ว่าจะยอมอนุญาตให้ซีพีขยายสิทธิแฟรนไชส์ออกนอกประเทศไทยหรือไม่อย่างไร

สไตล์ญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้แหล่ะ แม้จะสนิทสนมกัน แต่ก็ใช่ว่าจะอ่านพวกเขาออกง่ายๆ

ถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านหลายคนคงสงสัยว่า ทำไมซีพีไม่ทำเองซะเลยหล่ะ เพราะยังไงก็ทำเป็นอยู่แล้ว เปิดเป็น Brand ของตัวเองไปเลยสิ

คำตอบ ถ้าให้เดา คือซีพีไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำสำเร็จ ถ้าไม่มีชื่อและระบบของ 7-11 หนุนหลังอยู่

อีกอย่าง หากซีพีเกิดบุกไปด้วย Brand ตัวเอง ก็จะทำให้ญี่ปุ่นมีข้ออ้างที่จะยกสิทธิแฟรนไชส์ให้คู่แข่งรายอื่น ทำให้ตัวเองชวดโอกาส หรือไม่ก็ต้องไปแข่งกับ 7-11 ในต่างประเทศ ซึ่งคงจะเอาชนะได้ยาก เพราะศิษย์หรือจะล้างครูได้

ทุกวันนี้ ซีพีต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของ 7-11 อยู่อย่างยากที่จะสลัดหลุด เพราะ 7-11 ใช้วิธี Download ระบบซอฟท์แวร์ที่ใช้บริหารจัดการเครือข่ายระบบค้าปลีกทั้งระบบแบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบ Supply Chain ระบบหลังบ้าน หน้าบ้าน สต๊อก Big Data Analytic และ CRM

ญี่ปุ่นใช้วิธีให้ซีพีต้องพึ่งพาโดยการ Upgrade Version ของระบบซอฟท์แวร์บ่อยๆ เพื่อพันธนาการให้ซีพีต้องพึ่งพาตลอดไป

โดยญี่ปุ่นในฐานะเจ้าของความรู้และเจ้าของ Brand จะได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาเป็นเงินเท่ากับ 1% ของยอดขาย

ท่านผู้อ่านคิดว่า 1% ของยอดขายนั้น ดูเหมือนน้อย แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจค้าปลีกมีอัตรากำไรสุทธิหรือ Profit Margin ไม่มาก ดังนั้น 1% ของยอดขาย อาจหมายถึง 40-50% ของกำไร ได้ง่ายๆ

ผมยกตัวอย่างว่า ยอดขายของ 7-11 ในประเทศไทยทั้งหมดในปี 2557 ที่ผ่านมา เท่ากับ 326,410 ล้านบาท แต่มีกำไรสุทธิเพียง 10,153 ล้านบาท ดังนั้น 1% ของยอดขาย คือเท่ากับ 3,264 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 35% ของกำไรสุทธิ (เห็นรึยังครับว่าทำไมซีพีถึงต้องพยายามเพิ่ม items ของสินค้าที่เป็นของซีพีเอง เข้าไปในร้าน 7-11 ให้มากขึ้นเรื่อยๆ)

คิดง่ายๆ ว่าถ้าซีพีต้องจ่ายญี่ปุ่นต่อปีประมาณนี้ ดังนั้น 10 ปีที่ผ่านมา ก็เท่ากับซีพีจ่ายไปแล้วประมาณ 32,000 ล้านบาท

ยิ่ง 7-11 ในประเทศไทยขยายสาขามากขึ้น และขายได้มากขึ้น ยิ่งต้องจ่ายให้กับญี่ปุ่นมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เห็นรึยังครับว่า ทำไมญี่ปุ่นถึงรักชอบเจ้าสัวธนินท์

มาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยเหมือนกับผมว่า ทำไมซีพีซึ่งเป็นกิจการยักษ์ใหญ่ มีเงินทุนมหาศาล มีบุคลากรที่มีการศึกษาจำนวนมาก ทำไมถึงไม่คิดที่จะลงทุนเขียนซอฟท์แวร์ขึ้นมาใช้เอง จะได้พึ่งพิงญี่ปุ่นให้น้อยลง และในที่สุดจะสามารถสร้าง Brand ของตัวเองขึ้นมาได้

ผมคิดว่า ซีพีคงอยากจะทำ แต่เนื่องจากเงื่อนไขของสัญญาผูกมัดอยู่ และอีกข้อหนึ่งคือ การที่จะเขียนซอฟท์แวร์ขึ้นมาเองนั้น ทำได้ยากมาก เพราะในเมืองไทยเรา ไม่มีบุคลากรที่จะทำได้ถึงเพียงนั้น

มันเป็นปัญหาของระบบการศึกษาและวิธีคิดของผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ

คือผู้ประกอบการไทย ถนัดแต่การซื้อมาขายไป Buy Low/Sell High หรือไม่ก็ซื้อความรู้หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศมา แล้วทำการ Monopoly โดยลงทุนกับการเมืองในประเทศ (เนื่องจาก Profit Margin ต่ำ เพราะต้องจ่ายค่าเช่าความรู้หรือเช่าเทคโนโลยีให้กับเจ้าของซึ่งเป็นกิจการต่างชาติ)….แล้วก็พอใจแค่นั้น

ส่วนมหาวิทยาลัยของไทย ก็ไม่สามารถผลิตวิศวกร หรือโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้พอที่จะสร้างระบบซอฟท์แวร์ขนาดนี้ขึ้นมาได้

ในประเทศไทยเรา มีการเรียนการสอนวิศวกรรมศาสตร์มาถึง 100 ปีแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถสร้างหรือผลิตเครื่องจักรกลที่จำเป็นต้องใช้ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ หรือแม้กระทั่งรถจักรยานยนต์ หรือ Machine Tools ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ (ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทุกวันนี้คนไทยนิยมดื่มกาแฟ แต่รู้ไหมว่าเครื่องชงกาแฟเกือบทั้งหมดต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ จำนวนไม่น้อย ราคาเกินแสนบาทต่อเครื่อง)

องค์ความรู้ของเรามีเพียงแค่ระดับ 6-7-8-9-10 แต่ในระดับ 0-1-2-3-4-5 นั้นยังขาดอยู่มาก (อ่านว่า “ศูนย์-หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า”)

เช่น เรามีคณะวิศวกรรมมาช้านาน แต่พอจะคิดผลิตรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เอง เราก็ต้องสั่งเครื่องจักรเข้ามา (ซึ่งเจ้าของที่เป็นฝรั่งของต้องคิดราคาแพงอยู่แล้ว) สั่งวัสดุที่ผสมแล้วเข้ามา สั่ง Mold เข้ามา สั่งเครื่องยนต์เข้ามา แล้วค่อยประกอบเอง

คนของเราอาจมีความรู้ในระดับที่ออกแบบรถยนต์ได้ รู้ทฤษฎีแอร์โรไดนามิก วางแผนการตลาดและขายรถยนต์เป็น รู้จัก Market Segmentation รู้เรื่อง Branding ดีมาก แต่เราไม่สามารถหล่อลูกสูบได้ สร้าง Mold และ สร้างเครื่องยนต์เองเป็น

หรือเรามีคณะเภสัชศาสตร์มาช้านาน แต่ไม่มีใครผลิตยาเองได้ เพราะไม่มีองค์ความรู้ในระดับการผลิต “สารตั้งต้น” เป็นต้น (ทั้งๆ ที่แต่ละปี คนไทยเราบริโภคยาคิดเป็นมูลค่ามหาศาล)

การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแทบทุกชนิดในเมืองไทย มีลักษณะเป็นแบบนั้น ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง และไม่มีทางจะไปแข่งขันกับใครได้ในตลาดโลก

เพราะเรารู้แต่เพียงเปลือกกระพี้ โดยมิได้เข้าถึงแก่นสารของความรู้ที่จะมาเป็นประโยชน์ได้จริง

นั่นคือสถานะของสังคมการผลิตไทยในปัจจุบัน

จึงไม่แปลกที่เราเป็นได้แต่เพียงผู้รับจ้างทำของ

แม้กระทั่งกิจการขนาดยักษ์ใหญ่ที่สุดของเรา ก้าวหน้าที่สุดของเรา ร่ำรวยที่สุดของเรา อย่าง ปตท. ซีพี เอสซีจี เหล่านี้ยังขาดแคลนความรู้ในระดับ 0-1-2-3-4-5 อยู่มาก

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “เทคโนโลยี” หรือ “นวัตกรรม” หรือ “R&D” หรือ “ต่อยอด” “โนว์ฮาว” สุดแท้แต่จะเรียก

การจะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศเสียใหม่ เราจำเป็นต้องมี “0-1-2-3-4-5” ในทุกๆ วงการ มิใช่เฉพาะเพียงวงการวิทยาศาตร์หรือเทคโนโลยีหรือวงการออกแบบเท่านั้น เพราะมันจะสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างให้สินค้าของพวกเราแตกต่าง และจะช่วยให้เราไต่ Value Chain ได้

ไม่ว่าคุณเกี่ยวข้องกับความรู้ด้านไหน คุณต้องรู้ 0-1-2-3-4-5 ให้ได้

เช่นถ้าคุณเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลที่ไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ คุณก็จำเป็นต้องนำ 0-1-2-3-4-5 กลับมาสอนคนของเรา อย่าเอามาแต่เพียง 6-7-8-9-10

และถ้าคุณเป็นผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ คุณก็ต้องเริ่มที่จะลงทุนใน 0-1-2-3-4-5 เสียที จะได้ลดการพึ่งพิงความรู้หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศลง เพราะมันแพง และคุณจะไม่มีวันได้ผุดได้เกิด นอกเสียจาก ต้อง Monopoly ตลาด เหมือนกับ 7-11

โลกยุคใหม่ เป็นโลกของ 0-1-2-3-4-5

กิจการที่เราเขียนถึงในเล่มนี้ เช่น UBER, airbnb, wework หรือ TripAdvisor เป็นต้น

เหล่านี้ พวกเขาล้วนเป็นเจ้าของ “0-1-2-3-4-5”

UBER ให้บริการแท็กซี่ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของแท็กซี่แม้แต่คันเดียว

airbnb ให้บริการจองและเช่าที่พัก แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรม อพาร์ตเม้นต์ ห้องเช่า เกสต์เฮ้าส์ หรือแม้แต่โฮมสเตย์ แม้แต่ห้องเดียว

wework ให้บริการเช่าสำนักงานพร้อมเครื่องใช้สำนักงานที่เรียกว่า co-working space ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารสำนักงานเลยแม้แต่น้อย

TripAdvisor เป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและประเมิน Rating สำหรับบริการท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วโลก ก็มิได้มีนักวิจารณ์ที่คอยให้ Rating เป็นของตัวเองแม้แต่คนเดียว

ถ้าอย่างนั้น พวกเขามีอะไรเป็น Core Asset เล่า? Business Model ใหม่หรือเปล่า?

เปล่าเลย…แท็กซี่ โรงแรม ห้องพัก และการให้เช่าสำนักงาน ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

“กึ๋น” ของพวกเขา คือ คอมพิวเตอร์ ระบบซอฟท์แวร์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ใช้บริหารจัดการระบบเครือข่ายการให้บริการของพวกเขา

พวกเขาคือ “ผู้ประกอบการคนหนึ่ง มากับคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง พร้อมกับซอฟท์แวร์ชุดหนึ่ง” แล้วก็มาปฏิวัติวงการบริการ ที่เรียกว่า Disruption นั่นเอง

พวกเขาเหมือนกับ หงา คาราวาน ที่มากับกีตาร์ตัวหนึ่ง แล้วก็ขับขานบทกวี โดยที่ ไมค์โครโฟน เวที เครื่องเสียง ล้วนเป็นของคนอื่น แต่ทว่า สามารถกุมหัวใจของคนฟังได้ด้วย บทกวี บทเพลง และเมโลดี ที่กินใจ

หากว่า ผู้มีอำนาจและผู้ประกอบการน้อยใหญ่ของเราขบคิดประเด็นที่ผมพูดมานี้ได้ “แตกฉาน” เราก็ยังคงมีความหวังว่าจะสามารถ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” หรือ “ปรับโครงสร้างระบบการผลิต” หรือ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” หรือ “สร้างนวัตกรรม” หรือ “เสริมสร้างความสามารถเชิงแข่งขัน” ของเราได้ ในอนาคต

Credit: ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว

ที่มา บทความจาก Thai Tribune Free Public News Services Agency / Foundation

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s