ศาลตัดสิน 2 ทายาทฝ่ายไทยราชนิกุล “รังสิต” ครองสมบัติหมื่นล้าน เป็นคดีระดับนวนิยาย

ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต น.ส.ลลิตยา กุมารีและนายเทพราช ซิงห์ (ภาพจากนสพ.ไทยรัฐ)

ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต น.ส.ลลิตยา กุมารีและนายเทพราช ซิงห์ (ภาพจากนสพ.ไทยรัฐ)

ศาลอินเดียพิพากษาให้ “เทพราช-ลลิตยา” 2 ทายาทของอดีตมหาราชาอินเดียที่เกิดกับราชนิกุลไทย “รังสิต” เป็นผู้ได้สิทธิ์อันชอบธรรม เรียกคืนทรัพย์สินหมื่นล้าน ได้สมบัติกองมหาศาลมาครอง เป็นคดีฟ้องร้องระดับนวนิยาย

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษและเว็บไซต์แคทช์ นิวส์ของอินเดีย รายงานถึงผลการตัดสินคดีฟ้องร้องอ้างสิทธิในมรดกของมหาราชจกัต ซิงห์ แห่งราชวงศ์ชัยปุระ ในรัฐราชสถานของอินเดีย ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อปี 2540

ศาลฎีกาอินเดีย ตัดสินเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ให้ นายเทพราช ซิงห์ และ น.ส.ลลิตยา กุมารี สองพี่น้องผู้เป็นทายาทของ มหาราชจกัต ซิงห์ กับอดีตพระชายาราชนิกุลไทย ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ได้รับชัยชนะในการยื่นคัดค้านพินัยกรรมของ มหารานี คยาตรี เทวี (Mahrani Gayatri Devi) พระชายาองค์ที่ 3 ในมหาราชาสวัย มัน ซิงห์ ที่ 2 แห่งราชวงศ์ชัยปุระ พระราชมารดาใน มหาราชจกัต ซิงห์ (Prince Jagat Singh) ผู้ทรงเป็นท่านย่าของนายเทพราชและน.ส.ลลิตยา

ผู้พิพากษาศาลฎีกาของอินเดีย ตัดสินยืนตามคำพิพากษาของศาลกรุงนิวเดลี ซึ่งระบุว่านายเทพราช และ น.ส.ลลิตยา มีสิทธิ์ในสมบัติของมหาราชจกัต ซิงห์ รวมถึงส่วนแบ่งในพระราชวังชัย มาฮาล และพระราชวังรามบักห์ ในเมืองชัยปุระที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นกิจการโรงแรมหรู

นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ในกิจการอื่น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 200-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7,000-14,000 ล้านบาท

ทั้งนี้นายเทพราช และ น.ส.ลลิตยา ยื่นฟ้องศาลคัดค้านพินัยกรรมของมหารานี คยาตรี เทวี (ท่านย่า) ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ขณะมีพระชนมายุ 90 พรรษา

นางสาวลลิตยา กุมารี (ซ้าย ) ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต (กลาง) นายเทพราช ซิงห์ (ขวา)

นางสาวลลิตยา กุมารี (ซ้าย ) ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต (กลาง) นายเทพราช ซิงห์ (ขวา)

พินัยกรรมให้กรรมการบริษัทจัดการ

เนื้อหาในพินัยกรรมของมหารานี คยาตรี เทวี ได้มอบสิทธิ ในการจัดการสมบัติของมหาราชจกัต ซิงห์ ให้แก่คณะกรรมการบริหารบริษัทราม-บักห์ พาเลซ โฮเต็ล พีวีที จำกัด รวมถึงบริษัทอื่นๆ รับหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สมบัติที่สืบทอดมาจากมหาราชาสวัย มัน ซิงห์ ที่ 2

ขณะที่นายเทพราช และ น.ส.ลลิตยา ยื่นฟ้องร่วมกัน ระบุว่ามหารานี คยาตรี เทวี ทรงทำพินัยกรรมในขณะที่ทรงมีพระชนมายุมาก อีกทั้งยังมีสุขภาพอ่อนแอ จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพูด จึงอาจถูกแทรกแซง โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายอื่นๆ

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายเทพราช ซิงห์ ระบุว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทั้งตนและน้องสาว เพียงแต่ต้องการทวงถามถึงส่วนแบ่งในกิจการของตระกูลซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของมหาราชจกัต ซิงห์ ผู้เป็นบิดา แต่ไม่เคยเรียกร้องอะไรนอกเหนือไปจากนั้น

ในที่สุดได้มีโอกาสก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ที่มีต่อผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษได้

คดีมรดกหลานฟ้องลุง

คดีฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินมรดกกว่าหมื่นล้านบาทครั้งนี้ ฝ่ายคู่กรณีที่เป็นลุงของนายเทพราชและน.ศ.ลลิตยา เป็นผู้มีอิทธิพลในรัฐราชาสถาน ทำให้ฝ่าย ม.ร.ว.ปรียนันทนาไม่สามารถจ้างทนายความในพื้นที่ได้ ต้องไปจ้างทีมทนายที่เก่งมากๆ รวม 3 ชุดด้วยกัน คือที่ศาลฎีกา ที่กรุงนิวเดลี และที่ชัยปุระ เพื่อมาต่อสู้คดี ที่มีทั้งการไซฟ่อนเงิน การโกงหุ้นและพินัยกรรมปลอม ทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ มาได้

ราชนิกุลไทยสายรัชกาลที่ 4

สำหรับ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ผู้เป็นมารดาของผู้ยื่นฟ้องทั้ง 2 เป็นธิดาคนเล็กของ ม.จ.ปิยะรังสิต รังสิต และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต สืบสายพระโลหิตใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)

หลังจาก ม.ร.ว.ปรียนันทนาได้หย่าร้างกับมหาราชจักกัต ซิงห์ ในปี 2530 ทั้งนายเทพราชและ ชน.ส.ลลิตยาได้ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยตามมารดา

ม.ร.ว.ปรียนันทนาเคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2551 จากการสรรหา โดยมาจากภาคส่วนอื่นๆ (ประธานมูลนิธิวิภาวดีรังสิต) และเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม 40 ส.ว. มีตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา

ทางด้านนายปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล คนสนิทของ ม.ร.ว. ปรียนันทนา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงเรื่องนี้ว่า ม.ร.ว.ปรียนันทนา อดทนสู้คดีนี้มานานถึง 9 ปี เพื่อสิทธิอันชอบธรรมของลูก 2 คน คือเทพราชและลลิตยา โดยเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับอินเดียตลอดเวลา 9 ปีที่ต่อสู้คดี

Gayatri Devi joins the Queen at the Guards Polo Club in Windsor, 2005 Photo: Matrix

Gayatri Devi joins the Queen at the Guards Polo Club in Windsor, 2005 Photo: © GRAHAM READING / MATRIX

ท่านย่าเป็นสตรีสวยที่สุด 1 ใน 10

รายงานข่าวเปิดเผยว่ามหารานี คยาตรี เทวี เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน “สตรีที่สวยที่สุดในโลก” จากการจัดอันดับของนิตยสารโว้ค สื่อด้านแฟชั่นและความงามในโลกตะวันตก ยุคหลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2490 แม้ว่าการปกครองในระบอบกษัตริย์และมหาราชาผู้ครองแคว้นต่างๆ ในอินเดียจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่การใช้ชีวิตอย่างหรูหรามีระดับของมหารานี คยาตรี เทวี ยังคงดำเนินต่อไป ทำให้พระองค์ได้รับการกล่าวขวัญถึงกันอย่างมาก ในแวดวงสังคมระดับโลก ทั้งยังมีการพบปะกับบุคคลสำคัญระดับโลกอีกหลายราย ทั้งราชนิกุลในราชวงศ์อังกฤษและสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น

นอกจากนี้ มหารานี คยาตรี เทวี ยังได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนสิทธิสตรีด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสตรีในแคว้นชัยปุระ ปัจจุบันกลายเป็นเมืองชัยปุระ เมืองเอกของรัฐราชสถาน ทางภาคตะวันตกของอินเดีย

ทั้งยังเป็นสตรีที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองอินเดีย เพราะได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินเดียในปี 2502 และได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีก 2 สมัยซ้อนด้วย

ท่านย่าเคยไปเรียนที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ในสมัยวัยเรียน จึงได้คบหาชนชั้นสูงของหลายประเทศ

Mahrani Gayatri Devi poses with an unidentified man next to a custom built Rolls-Royce in Jaipur

Mahrani Gayatri Devi poses with an unidentified man next to a custom built Rolls-Royce in Jaipur

ม.ร.ว.ปรียนันทนายังอยู่ต่างประเทศ

นสพ.ไทยรัฐรายงานว่าเมื่อค่ำวันที่ 25 กันยายน ได้สัมภาษณ์ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ซึ่งยังอยู่ในต่างประเทศว่า รู้ว่าศาลจะตัดสินคดีนี้ในวันที่ 24 ก.ย. และรู้สึกโล่งใจมากที่ศาลฎีกาอินเดียยืนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และสั่งยกฟ้องคำอุทธรณ์ของอีกฝ่าย ทำให้เทพราชและลลิตยาเป็นฝ่ายชนะคดีแบบขาดลอย

ต่อจากนี้ไปก็จะเป็นเรื่องของการบังคับคดี ซึ่งยังมีอีกหลายขั้นตอนและต้องเดินทางไปๆ มาๆ อินเดียอีกหลายครั้ง เพื่อตามเรื่องการโอนหุ้นให้ลูกทั้ง 2 คน และจัดการเรื่องบัญชีต่างๆ ในเรื่องหุ้นมีจำนวน 99 เปอร์เซ็นต์ถูกยักยอกไปจนเหลือเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ก็ต้องสะสางกัน

ม.ร.ว.ปรียนันทนากล่าวว่า ขณะนี้ลูกทั้งสองคนอยู่ที่กรุงเทพ ทราบข่าวเรื่องนี้แล้ว และข่าวนี้เป็นข่าวดังในอินเดีย สื่อต่างๆ ได้เผยแพร่กันทั่วประเทศ ได้ต่อสู้เรียกร้องสิทธิแทนลูกจนลูกได้รับความยุติธรรม ต้องขอบคุณศาลฎีกาอินเดียที่ให้ความยุติธรรมกับเรา

สำหรับลูกชายคือเทพราช ตอนนี้อายุ 32 ปี ปกติอยู่ที่อินเดียดูแลบ้าน ดูแลธุรกิจกับเรื่องคดีเป็นประจำ และกำลังจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ส่วนลูกสาวคือลลิตยา อายุ 34 ปี อยู่ที่เมืองไทยเพราะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว

ขั้นตอนการบังคับคดี

เมื่อถามถึงระยะเวลาในการบังคับคดีนี้ ม.ร.ว.ปรียนันทนาตอบว่า ยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เพราะมีบางส่วนที่โอนได้ทันที คือทรัพย์สินของอดีตสามี ส่วนหุ้นที่ถูกยักยอกไปต้องกลับไปสะสางที่ศาลพาณิชย์ให้ศาลสั่งให้โอนคืนกลับมาให้หมด คิดเป็นจำนวนเงินหลายพันล้านบาท ผู้ที่ยักยอกไปคือลุงของเด็กๆ

สำหรับคดีนี้ได้ใช้ทีมทนายที่มีฝีมือของอินเดียเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องต่อสู้คดี และต้องเปลี่ยนทนายบ่อยมากแต่โชคดีที่ได้ที่ปรึกษาคดีที่ยอดเยี่ยมมาก ทำให้ลูกได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา

“ต้องขอขอบคุณทีมงานทนายความทุกคน ที่ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่จนทำให้งานนี้สำเร็จลงได้” ม.ร.ว.ปรียนันทนากล่าว

Gayatri Devi and Jackie Kennedy in 1962 (Photo by Art Rickerby/Time Life Pictures/Getty Images)

Gayatri Devi and Jackie Kennedy in 1962 (Photo by Art Rickerby/Time Life Pictures/Getty Images)

Source : Thai Tribune Free Public News Services Agency / Foundation

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s