ผลกระทบจีนลดค่าเงินหยวน ตลาดหุ้นสะเทือนทั่วโลก มูลค่าหายล้านล้านดอลลาร์

ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

21 สิงหาคม 2015 ตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยเฉพาะดัชนีดาวโจนส์มีการเทขายหุ้นออกมาที่สุดในวันเดียว ในรอบ 4 ปี (AFP Photo/Jewel Samad)

ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายกระหน่ำหลังจากจีนลดค่าเงินหยวน แถมตัวเลขเศรษฐกิจจีนไม่ดี เอเชียได้รับผลกระทบมากติดต่อกันมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินเอเชียอ่อนยวบทั่วหน้า ถือ “ทองคำ” ดีที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าตลาดหุ้นในเอเชียตกที่นั่งลำบากเพราะมีการเทขายกระหน่ำมาตั้งแต่การเปิดตลาด เริ่มจากตลาดเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Composite)เปิดตลาดมีการเทขายทันที 8.5 % ก่อนที่จะตีกลับมาที่ 7.40 % หรือลด 259.40 จุดเหลือที่ 3,248.34 จุด

ตลาดเล็กเสินเจิ้น (Shenzhen Composite) ก็ลดลง 6.9 % หรือลด 142.21 จุดเหลือที่ 1,897.19 จุด

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนีนิเคอิ ลด 3.2 %

ตลาดฮ่องกง Hang Seng Index ลด 4 % หรือ 897.43 จุดเหลือที่ 21,512.19 จุด

ตลาดหุ้นออสเตรเลีย ดัชนี ASX All Ordinaries ลด 3.6 %

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ KOSPI Composite ลด 2.5 %

ส่วนตลาดหุ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกาขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดตลาดเพราะเวลาเดินตามหลังเอเชียซึ่งญี่ปุ่น, เกาหลี, จีนเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่เวลาเริ่มต้นก่อนประเทศอื่น

จุดน่าสังเกต 3 ประการ

รายงานข่าวเปิดเผยว่าสาเหตุที่ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายออกมากติดต่อกันมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วมีจุดสังเกต 3 ประการ

  1. นักลงทุนเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนที่ถดถอยเร็วกว่าที่มีการวิเคราะห์ไว้
  2. ความไม่แน่ใจว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด
  3. ราคาน้ำมันดิบที่ลดราคาลงจากบาร์เรลละเดือบ 100 ดอลลาร์ปัจจุบันอยู่ที่ 39-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กลดลงไปกว่า 1,000 จุดนับเป็นการย่ำแย่ที่สุดในรอบการซื้อขายเพียง 5 วัน ( 1 สัปดาห์) นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา

วิเคราะห์เหตุเพราะจีนลดค่าเงินหยวน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558 สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้จัดทำผังเกี่ยวกับความเสียหายของทั่วโลกหลังจากประเทศจีนประกาศลดค่าเงินหยวนติดต่อกัน 3 วันเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า โดยนำมาสรุปถึงวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม

ความเสียหายยังตามมา เมื่อข้อมูลด้านโรงงานของจีนที่ไม่ขยับเขยื้อนทำความเสียหายให้ตลาดหุ้นและการเงินเพิ่มอีก

การที่จีนลดค่าเงินหยวนมีเป้าหมาย 1.เพื่อช่วยการส่งออกของสินค้าไปต่างประเทศให้มากขึ้นเพราะการส่งออกเป็นกุญแจหลักทางเศรษฐกิจของจีน ความหมายก็คือต้องการให้สินค้าของตนราคาถูกในตลาดโลก ผู้คนจะได้ซื้อมากขึ้น

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม โดยประเมินว่านับตั้งแต่จีนลดค่าเงินหยวน ทำให้มูลค่าการตลาดทั่วโลกถูกกวาดไป 5 ล้านล้านดอลลาร์  (Trillion) เป็นอย่างน้อย ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะต้องถดถอยรวดเร็วขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก

แข่งขันลดค่าเงินเพื่อหาจุดอ่อนสุด

ตลาดหุ้นลดฮวบในรอบ 3 ปี โดยเฉพาะฮ่องกง, อินโดนีเซียและไต้หวันเข้าสู่โหมดตกต่ำ ดัชนี S&P 500 ลดลงในรอบ 18 เดือนโดยในสองวันมีการขายออกจำนวนมากหรือถือว่าย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา

ขณะที่การเงินนั้นก็มีการ “แข่งขันเพื่อไปสู่จุดต่ำสุด “เริ่มจากจีนลดค่าเงินหยวนตามด้วยเวียดนามลดค่าเงินด่งและคาซัคสถานก็ลดค่าเงินของตน ทางด้านค่าเงินริงกิตมาเลเซียอ่อนสุดในรอบ 17 ปี

ถือว่าค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาอ่อนค่าลงมากนับแต่ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียตกลงมา หลังจากที่ตะวันตกแซงชั่นกรณีไครเมียในยูเครน

ประเทศโคลอมเบียที่ส่งออกน้ำมันดิบเป็นสินค้าหลัก ค่าเงินเปโซก็อ่อนสุดเป็นประวัติการณ์

ตัวเลขการผลิตของโรงงานจีนลด

ความเจ็บปวดนี้น่าจะยังไม่สิ้นสุดสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะตัวเลขล่าสุดของโรงงานอุตสาหกรรมในจีนก็อ่อนตัวลงมากนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงิน (2008) เป็นต้นมา แม้กระทั่งดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์ก ( The Bloomberg Commodity Index) ก็ลดต่ำสุดตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา

ขณะที่ราคาน้ำมันก็ต่ำสุด (ประมาณ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ถือว่าลดลงมากกลับไปยังจุดของ 30 ปีที่แล้ว แร่ต่างๆ อาทิเช่นทองแดง, เงิน, สังกะสี, อะลูมิเนียม และดีบุกราคาก็ตกต่ำลง

ยกเว้น “ทองคำ”ถือว่าเป็นสินค้าที่สดใสในเวลานี้ เพราะนักลงทุนจะต้องเข้าไปหลบในหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยของตัวเอง นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน 2015 หรือไม่เช่นนั้นก็ปลายปีต่อต้นปี 2016

อย่างไรก็ตามอีกด้านหนึ่งชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐไม่น่าจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบันเพราะหมายถึงต้นทุนต่างๆจะต้องเพิ่มขึ้นเช่นการกู้ยืมเพื่อธุรกิจและการลงทุน อีกทั้งยังจะส่งผลไปยังอัตราดอกเบี้ยผู้บริโภค (Consumer rates) เพิ่มขึ้นเช่น ดอกเบี้ยเครดิต การ์ด, การซื้อขายบ้านและอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยซื้อรถยนต์ เป็นต้น

มาเลเซียเงินทุนสำรองลด-ริงกิตอ่อนในรอบ 17 ปี

ทางด้านมาเลเซียเงินทุนสำรองของประเทศลด 2.3 % เหลือ 94.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวเลข 14 วันแรกของเดือนสิงหาคม 2015 หรือลดต่ำกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา

ค่าเงินริงกิตอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 17 ปี หรือตั้งแต่ 1998 ที่มีการตรึงค่าเงินไว้คงที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤติโรคต้มยำกุ้งที่ไปจากประเทศไทยประกอบกับมาเลเซียเกิดความอือฉาวทางการเมืองกรณีมีเงินไหลเข้าบัญชีส่วนตัวของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี,มีข่าวว่าสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย เหล่านี้ทำให้เงินการลงทุนไหลออกจากมาเลเซีย

เซติ อาคตาร์ อาซิซ ผู้ว่าการธนาคาร Bank Negara เปิดเผยว่าเธอยังไม่มีแผนการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งๆที่หลายคนให้ความเห็นว่ามาเลเซียน่าจะเข้าไปแทรกแซงค่าเงินเพื่อทำให้เงินทุนสำรองของประเทศดีขึ้น

ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก เมื่อตลาดปิดวันศุกร์ 21 สิงหาคม 2015 มีดังนี้

ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 16,459.75 จุด ลดลง 530.94 จุด, -3.12%

ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 4,706.04 จุด ลดลง 171.45 จุด, -3.52%

ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 1,970.89 จุด ลดลง 64.84 จุด, -3.19%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,630.99 จุด ลดลง 152.56 จุด, -3.19%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 10,124.52 จุด ลดลง 307.67 จุด, -2.95%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,187.65 จุด ลดลง 180.24 จุด, -2.83%

ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 27,366.07 จุด ลดลง 241.75 จุด, -0.88%

ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,574.67 จุด ลดลง 2.74 จุด, -0.17%

ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 2,971.01 จุด ลดลง 38.77 จุด, -1.29%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 4,335.95 จุด ลดลง 105.96 จุด, -2.39%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 22,409.62 จุด ลดลง 347.85 จุด, -1.53%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,507.74 จุด ลดลง 156.55 จุด, -4.27%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 1,876.07 จุด ลดลง 38.48 จุด, -2.01%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,214.60 จุด ลดลง 74.00 จุด, -1.40%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,224.80 จุด ลดลง 70.70 จุด, -1.34%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 1,876.03 จุด ลดลง 38.52 จุด, -2.01%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 19,435.83 จุด ลดลง 597.69 จุด, -2.98%

ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 7,786.92 จุด ลดลง 242.89 จุด, -3.02%

ค่าเงินบาท สัปดาห์นี้ 35.50-35.75 ต่อดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม ดัชนีมีโอกาสทดสอบแนวต้านที่ 1,375-1,390 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1,350-1,320จุด ปัจจัยที่ต้องติดตามได้แก่ สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในเอเชีย และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะมีการรายงานออกมาในเร็วๆนี้ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ,ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และรายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการรายงานข้อมูลจีดีพีของเยอรมนี รวมทั้งข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

สำหรับภาพรวมการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.50-35.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยต้องจับตาสถานการณ์เงินหยวนและสกุลเงินของประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ด้วย

ที่มาของข่าว : Thai Tribune

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s