นักวิเคราะห์ชี้ “ระเบิดแยกราชประสงค์” สหรัฐฯและระบอบทักษิณถล่มกรุงเทพฯ

ระเบิดแยกราชประสงค์

ระเบิดแยกราชประสงค์

นักวิเคราะห์ต่างชาติเตือนความโหดร้ายป่าเถื่อนของสหรัฐ และระบอบทักษิณ เข้าสู่กรุงเทพฯ เผยเอกอัครราชทูตสหรัฐคนใหม่ อาจร่วมมือกับระบอบทักษิณถล่มไทยให้เป็นเหมือนซีเรีย-ลิเบีย-ยูเครน ไทย 2 ทางเลือก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ นายโทนี่ คาร์ตาลุซซี่ (Tony Cartalucci) นักเขียนจากบล้อคแลนด์ เดสทรอยเยอร์ รีพอร์ต (LD landdestroyer. blogspot) ได้เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง “ความป่าเถื่อนของสหรัฐเข้าเยือนลิเบีย, ซีเรีย, ยูเครน, ขณะนี้ถึงกรุงเทพฯ ( US Savagery Visited Upon Libya, Syria, Ukraine, Now Visits Bangkok )

บทวิเคราะห์ได้รายงานเบื้องต้นถึงสถานการณ์การเมืองของไทยที่ระบุว่าได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐให้ก่อการร้าย เช่น ฆ่าผู้บริสุทธิ์นับตั้งแต่เหตุการณ์ส่งคนของนปช. หรือ “เสื้อแดง” 300 คนออกเผชิญหน้ากับทหารของกองทัพบกบริเวณถนนราชดำเนินเมื่อปี 2010 (2553) เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยมีผู้เสียชีวิติเกือบ 100 คนและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก
ต่อมาในปี 2013-2014 กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ได้เข้าโจมตี, ก่อการร้ายและสังหารกลุ่มเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (หมายถึงกลุ่ม กปปส.) ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังเหตุการณ์มีผู้ถูกฆ่ากว่า 30 คน ในจำนวนนี้มีทั้งผู้หญิงและเด็กที่ถูกสังหารด้วยระเบิด
การทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพ้นไปนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐเป็นอย่าง ยิ่ง  ดังได้เกิดระเบิดตามจุดต่างๆ อาทิเช่นระเบิดศาลอาญา (ซึ่ง พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกผู้พี่ของทักษิณยอมรับว่ารู้จักกับ 1 ในผู้ถูกจับที่มาขอเรี่ยไรเงินจากตน), ระเบิดบริเวณสยามพารากอน, ระเบิดลงที่เกาะสมุยและล่าสุด “ระเบิดแยกราชประสงค์” อันเป็นจุดสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งสิ้น
นายคาร์ตาลุซซี่ เขียนไว้ว่าการที่รัฐบาลสหรัฐแต่งตั้ง นายกลิน เดวีย์ มาเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงเทพฯ ตนได้เตือนไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้วว่า
“การมาประเทศไทยของเขาครั้งนี้จะนำมาซึ่งการบ่อนทำลายประเทศไทยและมีความรุนแรงเกิดขึ้น เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่ ลิเบีย ซีเรีย ยูเครน ประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีสหรัฐหนุนหลังอยู่ทั้งสิ้น”
นายคาร์ตาลุซซี่กล่าวว่าหากมองด้านการศึกษาของนายกลิน เดวีส์ จะต้องขีดเส้นใต้ไว้เลย เพราะเขาเป็นศิษย์เก่าจากวิทยาลัยการสงครามของสหรัฐ (The National War College) กรุงวอชิงตัน ผู้ที่มีสิทธิ์เรียนได้ต้องเป็นนายทหารระดับสูงหรือเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐที่ถูกรัฐบาลสหรัฐคัดเลือกเข้าเรียน

สำหรับเนื้อหาการเรียนเป็นทุกเรื่องเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ โดยเฉพาะพลเรือนอย่างนายกลิน จะเน้นเรื่อง “The Non-Military Instruments of Power” หรือ “อำนาจที่ไม่ได้มาจากการทหาร” นั่นคือการใช้สงครามข้อมูลข่าวสาร การปลุกปั่น ปลุกระดม การแทรกแซง การทำลายทางเศรษฐกิจ การรณรงค์เพื่อบ่อนทำลายประเทศนั้นๆ ด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้ประเทศดังกล่าวไม่สามารถตั้งตัวรับมือได้
การเดินทางมารับหน้าที่ของนายเดวี่ส์ ถ้าคาดการณ์อย่างเลวร้ายที่สุด อาจจะเป็นเหมือนกรณีของนายรอเบิร์ต เอส. ฟอร์ด เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำซีเรีย ในปี 2011 ปีที่เกิดการปฏิวัติโลกอาหรับ (อาหรับสปริงส์) หรือการเรียกร้องประชาธิปไตยตามแบบสหรัฐในคราบของการก่อการร้าย
“ในกรณีของประเทศซีเรีย นายฟอร์ด สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างเปิดเผยเพื่อโค่นล้มรัฐบาลประธานาธิบดีบาร์ซา อัล อัซซาด จนเกิดสงครามกลางเมืองในซีเรีย จนประเทศซีเรียพังยับเยินไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้” นายคาร์ตาลุซซี่กล่าว
กล่าวโดยสรุปปฎิบัติการของสหรัฐไม่ใช่การปฎิวัติโลกอาหรับ (Arab Spring) แต่กลายเป็นการผลิดอกของโลกก่อการร้าย (Terrorist Spring)
บทวิเคราะห์ชี้ว่า หลังจากนายเดวี่ย์ เข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย เขาจะเดินหน้าสร้างสัมพันธ์วางแผนกับแกนนำระบอบทักษิณ เพื่อถล่มประเทศไทยด้วยยุทธการก่อการร้ายทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทย โดยใช้มุกเดิมๆ ว่า เป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ตัวอย่างเหล่านี้มีให้เห็นแล้วทั้งสิ้นจากปรากฎการณ์ อาหรับสปริงส์ ทั้งในซีเรีย และลิเบียที่สหรัฐสร้างกลุ่มผู้ก่อการการร้ายในนามของนักเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อโค่นล้มรัฐบาลประเทศนั้น
นอกจากนี้นายเดย์วีส์จะทำงานร่วมกับ กลุ่มนักวิชาการ/NGO/สื่อมวลชนขายชาติที่รับเงินจากสหรัฐ ดิสเครดิตประเทศไทยในด้านต่างๆ โดยอ้างว่าทำงานเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” และ “ประชาธิปไตย
ดังนั้นมาถึงจุดนี้ ประเทศไทย มี 2 ทางเลือกเท่านั้นคือ หนึ่งจะทำประเทศให้ไร้เดียงสา เดินตามความต้องการของต่างชาติหรือพวกตะวันตก ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำดีแค่ไหน เขาก็ “ไม่ปลื้ม” อยู่ดี ดังนั้นไทยจำเป็นที่ต้องสนใจชาติเหล่านี้อีกต่อไปหรือไม่ เพราะถ้ายังสนใจ ยังให้ความสำคัญ ให้ความเกรงอกเกรงใจ สหรัฐก็จะทำลายความมั่นคงของประเทศไทยต่อไป เหมือนที่ทำไว้กับ ลิเบีย, ซีเรีย, ยูเครน, ประเทศไทยจะเลือกทางนี้หรือไม่
อีกหนึ่งทางเลือกที่ประเทศไทยทำได้ คือการถอนรากถอนโคนคนพวกนี้อย่างจริงจังเหมือนที่ประเทศอิยิปต์ทำ จับกุมแกนนำการเมือง ผู้ก่อการร้าย ผู้สนับสนุนต่างๆ ตั้งแต่ระดับกลางถึงระดับหัว ให้ตัดสินประหารชีวิตหรือไม่ก็จำคุกตลอดชีวตให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย เพราะอย่าลืมว่าไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกทางไหน รัฐบาลก็ตะวันตกก็ “ไม่นิยม/สนับสนุน” รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติอยู่ดี
ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม นายคาร์ตาลุซซี่ยังได้เขียนตอบโต้บทความของสำนักข่าว BBC ในหัวข้อ Bangkok Blast: Who the Liars Say Did It, Says it All เป็นการชี้ให้บีบีซีเห็นข้อเท็จจริงในสิ่งที่นำเสนอ โดยข้ามขั้นตอนในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลต่อๆ มาที่อยู่ในอาณัติของทักษิณกระทำ  แต่บทความของบีบีซีมาจับเอาเฉพาะหลังการรัฐประหาร 2014 รวมทั้งพยายามเบี่ยงเบนออกไปถึงเรื่องอุยกูร์
นายคาร์ตาลุซซี่เชื่อว่าการระเบิดแยกราชประสงค์ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหนุนหลังระบอบทักษิณให้ดำเนินการโดยตรง  หรือการใช้กลุ่มก่อการร้ายจากภาคใต้ที่ซาอุดิอาระเบียหนุนให้ตั้งรัฐอิสลาม (ที่สหรัฐให้การหนุนหลังซาอุฯ อีกทอด) ก็ตาม
“การวางระเบิดเมื่อวันจันทร์นั้นมีการวางแผนเพื่อก่อการร้ายคนไทย เป้าหมายอยู่ที่การทำลายเศรษฐกิจของไทย และทำลายความสัมพันธ์ที่เป็นไปด้วยดีระหว่างไทย-จีน”บทวิเคราะห์กล่าว
นายคาร์ตาลุซซี่สรุปว่า การวางระเบิดเพื่อ “ก่อการร้าย” ที่แยกราชประสงค์ มีการวางแผนอย่างดีและทำให้เกิดความสำเร็จ  เรื่องนี้ไม่ใช่จุดประสงค์ของกลุ่มแยกดินแดนทางภาคใต้ แต่เป็นแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแน่นอน
พร้อมกันนั้นนายคาร์ตาลุซซี่แนะนำว่าประเทศไทยจะรับมือกับกรณีนี้ได้จะต้องมองไปยังประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรับมือและได้รับชัยชนะ นั่นคือรัสเซียและจีนทีเข้าใจและป้องกัน การทำสงครามยุคที่ 4 (สงครามที่ไม่ต้องใช้ทหาร)
ทั้งนี้รัสเซียได้ใช้เครื่องมือทางสื่อสารมวลชนชี้แจงคนของตนและให้ต่างประเทศรับรู้ถึงการ “ข่มขู่คุกคาม” แบบใหม่  ประเทศไทยก็จะต้องให้ข้อมูลแก่คนไทยถึงการข่มขู่นี้พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันรวมทั้งจะต้องทำอะไรบ้างที่จะทำให้ได้รับชัยชนะ
ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมสื่อต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นทั้งหนังสือพิมพ์ ทีวี และออนไลน์ได้เสนอรายงานพร้อมๆ กันเพราะญี่ปุ่นมีผลประโยชน์ด้านการลงทุนในไทยอยู่มาก รวมทั้งยังมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทยมากเช่นกัน
หลังเกิดเหตุไม่นาน สื่อมวลชนญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเหตุก่อการร้ายหรือไม่? แต่ต่อมาประเมินว่า อาจเป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลและผู้ที่ต้องการทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์
สื่อมวลชนญี่ปุ่นยังให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยไม่มั่นคงต่อเนื่องมานานหลายปี หากแต่เหตุระเบิดครั้งนี้ถือเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดครั้งแรก นับตั้งแต่กองทัพเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว.

ที่มา : นักวิเคราะห์ชี้ “ระเบิดแยกราชประสงค์” สหรัฐและระบอบทักษิณถล่มกรุงเทพฯ / สำนักข่าว 3 Thai Tribune

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s