“เจมี่ บูเฮอร์” แก้ผ้าขายของ แก้ผ้ามาร์เกตติ้ง เกาะกระแสฉาว!!

เจมี่ บูเฮอร์

เจมี่ บูเฮอร์ คลิปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ถอดทีละชิ้น

เจมี่ บูเฮอร์เกาะกระแสฉาว แก้ผ้ามาร์เกตติ้ง ขายสินค้า!! “ฉาวเป็นหลัก ความสามารถเป็นรอง” อาจจะเป็นคำนิยามสมัยใหม่ของดาราใจถึงในยุคนี้ ที่กล้าสลัดผ้าผ่อนตัวเองมาโชว์หวิวเพื่อเรียกกระแส ไม่เว้นแต่ดารารุ่นใหญ่ที่เคยโด่งดังในอดีตอย่าง “เจมี่ บูเฮอร์” ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ลดน้ำหนักจนเช้งกระเด๊ะ พร้อมโพสต์คลิปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ถอดทีละชิ้น” หลังถูกว่าจ้างให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก แล้วยังเพิ่มดีกรีความซี้ดให้หนุ่มๆ ด้วยการใส่ชุดโชว์แก้มก้นขาวออกงาน เลยตกเป็นจำเลยถูกสังคมสับเละถึงความไม่เหมาะสมอยู่ในขณะนี้

“เจมี่ บูเฮอร์” ยอมรับ สลัดผ้าขายของ

สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนในโลกโซเชียล หลังดาราลูกครึ่งหน้าตาคิกขุที่หลายคนเคยคุ้นตาอย่าง “เจมี่ บูเฮอร์” โพสต์คลิปสุดหวิวที่เจ้าตัวลงทุนถอดเสื้อโชว์ทีละชิ้นเพื่อโปรโมตสินค้า ดึงดูดหนุ่มๆ สาวๆ ให้เข้าไปดูกว่าล้านวิว นอกจากนั้น สาวเจ้ายังเผยความมั่นใจด้วยการโชว์สัดส่วนสุดเป๊ะในงาน Daradaily The Great Awards 2013 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา โดยไม้เด็ดที่สร้างความตะลึงให้กับเหล่าประชาชนคือการที่สาวเจมี่สวมใส่ชุดที่เผยให้เห็นแก้มก้นขาวนวลเนียนจนต้องชะงักมอง ถึงขั้นที่หลายความคิดเห็นกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “งานนี้ ใบเตยสั้นเสมอหูชิดซ้ายเจ้าค่า

ถึงแม้จะสวยถูกอกถูกใจใครหลายคน แต่แน่นอนว่ากุลสตรีไทยที่เห็นทั้งคลิปหวิว ทั้งรูปโชว์แก้มก้น ต่างออกมาสับเละ และค่อนขอดไปในทำนองว่า สาวเจมี่อยากได้งานจนตัวสั่น ยอมทิ้งความอายมาโชว์ตัวแบบโป๊เปลือย ไม่สมควรอย่างยิ่ง และสำหรับชุดออกงานก็มองว่าไร้รสนิยมและผิดกาลเทศะเป็นที่สุด แต่เจ้าตัวเองก็ไม่หวั่นต่อคำกระแหนะกระแหน แถมตอกหน้ากลับด้วยความแรงก็ไม่แพ้กัน โดยโพสต์ข้อความลอยๆ ผ่านอินสตาแกรมว่า “ด่ากันมาก คราวหน้าใส่จีสติงแม่มเลย”

“มันเป็นอะไรที่อุบาทว์มาก พอเริ่มไม่ดัง ดาราเกือบทุกคนก็ต้องออกมาทำแบบนี้ ถ้าจะใส่ขนาดนี้แก้ผ้าเลยเถอะค่ะ” Varisa Viriyamano

“ดาราสมัยนี้ เสื่อมลงทุกวัน แต่งตัวอะไรให้มันดูดีหน่อย อายเขา เด็กๆ จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี” Noppapan Pooprasert

“เดี๋ยวนี้ถ้าไม่โป๊เปลือยก็ไม่ดังใช่ไหม เพราะดาราเป็นตัวอย่างแบบนี้ เด็กวัยรุ่นไทยถึงเป็นตาม น่าจะมีหน่วยงานมาจัดการเรื่องนี้บ้างนะ โป๊ไปมันก็เกินงาม” IceZy Mulika

“ทุเรศ เดี๋ยวนี้ต้องโชว์แก้มก้น เมื่อก่อนโชว์ร่องนม เสื่อมขึ้นทุกวัน” Aoy Manior

“คนอื่นเค้ามองว่าทุเรศค่ะ อยู่วงการมาโคตรจะนาน ยังไม่รู้กาลเทศะอีก กล้ามาก อายป่ะ?? ไม่มีใครเค้าชื่นชมหรอก” Noo Natt

“อยู่เมืองนอกแบบนี้ธรรมดา แต่นี่เมืองไทยนะคะ โปรดให้เกียรติสถานที่ด้วยค่ะ คุณสวยอยู่แล้ว ไม่ต้องโชว์ขนาดนี้ก็ได้” Pikulkaew Samran

“สร้างกระแสไง นางเงียบหายไปนานแล้วนี่ ผลงานไม่เห็นมีทางจอเลย มันเป็นเรื่องธรรมดาของพวกดาราที่ต้องออกมาสร้างกระแสเพื่อเรียกงาน” Kornnika Bunpunya

ถือเป็นการหวนคืนวงการแบบดังเปรี้ยงในคืนเดียวสมใจอยากสาวเจมี่ เพราะเจ้าตัวก็เอ่ยปากยอมรับเองว่า ต้องการหวนคืนวงการบันเทิงอีกครั้ง และที่ผ่านมาเจมี่ก็ไม่เคยเซ็กซี่เลย เพิ่งจะมาเซ็กซี่ครั้งนี้ครั้งแรกด้วย พร้อมกับบอกว่ายอมรับกับกระแสที่จะตามมาได้ แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าตัวก็ออกมาโพสต์ข้อความในอินสตาแกรมอีกระลอก เรียกได้ว่าครั้งนี้ สลัดทั้งลุคและภาพลักษณ์เดิมๆ จากในอดีตที่เป็นสาวใสกลายเป็นสาวเปรี้ยวเข็ดฟัน แรงมาแรงกลับ ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น

“คนที่พูดว่าเจมี่ทำตัวไม่ถูกกาลเทศะ จะบอกว่าถูกกาลเทศะมากค่ะ แต่งตัวให้เกียรติงาน เป็นดารานุ่งขาวใส่ผ้าถุงไปใครจะมองค่ะ ทำตัวให้มีสีสัน มีประโยชน์ต่องานที่เชิญ และมีประโยชน์ต่อวงการฯ ค่ะ ทำตัวให้ถูกหน้าที่ พวกหน้าสื่อเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ เบื้องหลังแซ่บทุกนาง แต่เจมี่แซ่บทั้งหน้ากล้องและหลังกล้องค่ะ จบนะคะ ฉันไม่ว่าคุณหรอกเพราะคุณคงจะเต้นเก่งมาก และท่ารูปตูดของคุณก็เซ็กซี่และถูกกาลเทศะดีค่ะ ฉันชอบค่ะ”

การตลาดแบบมักง่าย

แน่นอนว่า ในยุคนี้ โซเชียลมีเดียถือเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วทันใจ สามารถเห็นผลตอบรับแบบพริบตา กรณีของเจมี่ก็เช่นกัน ที่เลือกสร้างกระแสด้วยการปล่อยคลิปวิดีโอลงในโซเชียลแคม และผลตอบรับอย่างยอดวิวแตะล้านก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ดังที่ อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย นักการตลาดชื่อดัง กรรมการตัดสินในรายการ “SME ตีแตก” กล่าวว่า การที่ดาราจะกลับมายืนในวงการอีกครั้งหนึ่งจำเป็นต้องมีจุดขาย และกรณีของเจมี่ครั้งนี้ก็ถือว่าจุดขายประสบผลสำเร็จเพราะสามารถดึงคนให้เข้ามาชมคลิปหวิวนั้นได้

“ผมว่าการกลับมาแบบนี้ของคุณเจมี่ถือว่าประสบความสำเร็จนะ เพราะคุณเจมี่หายไปจากวงการหลายปีอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เวลาที่คุณจะกลับมา คุณต้องมีกลยุทธ์ในการกลับมานะ เพราะถ้ากลับมาแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ คนก็ไม่สนใจ ตอนนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับดาราที่หายไปและอยากกลับมานะครับ เพราะตอนนี้มีช่องเพิ่มแล้ว มีทีวีดิจิตอลถึง 24 ช่อง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าคุณไม่เล่นละคร ช่อง 3 กับ ช่อง 7 คุณอาจจะเหลือที่แค่ ช่อง 5 แต่ตอนนี้ ช่อง 8 ก็มี มีช่องเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้น ดาราจึงเป็นสิ่งที่กำลังต้องการ

และถ้าเป็นดาราที่กลับมาแบบไม่น่าสนใจก็จะไม่มีใครอยากมาให้ร่วมงานด้วย และถ้าลองไปศึกษาดู จะเห็นว่าเจมี่มีปัญหาเรื่องความอ้วนมาโดยตลอด เธอเคยกินยาลดความอ้วน พอกลับมาแบบนี้ คนเห็นว่าตอนนี้เจมี่หุ่นดีแล้วนะ ส่วนวิธีนำเสนอจะเป็นยังไง จะถอดทีละชิ้นหรืออะไรก็ว่าไป ก็เป็นการขายของ แต่สุดท้ายคือเขาทำให้คนเข้ามาดูได้”

ส่วนกลยุทธ์ที่ถูกงัดมาใช้ก็อาจจะถูกจริตกับคนไทยที่ปากว่าตาขยิบ ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์จะออกมาในเชิงลบขนาดไหน แต่ยอดวิวก็ยังพุ่งสูงเรื่อยๆ ส่วนความเหมาะสมนั้นคงเป็นเรื่องของวิจารณญาณแต่ละคน หากไม่ถึงขั้นอนาจาร ก็คงต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า

“ประเด็นคุณเจมี่กลับมาโดยการใช้ความเซ็กซี่ดึงคน จุดนี้คุณต้องอย่าลืมว่าเจมี่เป็นดาวร้าย แต่เมื่อก่อนเขาเล่นร้ายตลก และตอนนี้ดาวร้ายก็หายหน้าไปจากวงการเยอะมาก ไปแต่งงานกันเกือบหมด พอกลับมาแล้วเจมี่ใส่ความเซ็กซี่เข้าไปก็ยิ่งทำให้เขาน่าสนใจมากขึ้น

ถ้าจะให้วิเคราะห์สำหรับกรณีของคุณเจมี่ ต้องบอกว่าเธอกำลัง Re-Branding ตัวเอง ใช้ความเซ็กซี่ในการกลับเข้าสู่วงการ ได้ประกาศว่ากลับมาแล้ว แล้วก็ได้เรื่องยอดขายสินค้าด้วย ดารานี่นะครับ เป็นข่าวดีกว่าไม่เป็นข่าวเลย เพราะถ้าไม่เป็นข่าว คนก็ไม่สนใจ ส่วนความเหมาะสมในการโชว์เซ็กซี่ก็ขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายอนุญาตมั้ย ถ้าเกิดไปโชว์แบบเกินพอดี ถ้าถอดทีละชิ้นๆ แต่ไม่ได้แก้ผ้า ก็อาจจะดูเป็นศิลปะได้ แต่ถ้ามาถึงแล้วแก้ผ้าเลย นั่นคืออนาจาร อย่างที่เคยเกิดขึ้นกรณีอดีตนักร้องคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ปรึกษาครีมนวดทรวงอก แล้วก็เชิญผู้หญิงคนหนึ่งมานวดทรวงอกให้ดูในงานอีเวนต์ บอกว่านวดแล้วหน้าอกจะใหญ่ขึ้น คนก็รุมถ่ายรูปเต็มเลย กลายเป็นประเด็นสังคมจนทาง อย.ต้องห้ามไม่ให้ออก มันอนาจาร สรุปแล้ว ทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่ความพอดีและความเหมาะสมครับ”

ดารากับการค้าในโซเชียล

เมื่อช่องทางการประชาสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียเป็นอะไรที่จับต้องได้ง่าย การปลุกกระแสด้วยการว่าจ้างดาราถ่ายรูปกับผลิตภัณฑ์แล้วแชร์รูปหรือคลิปวิดีโอออกไป จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของสินค้านิยมชมชอบสุดๆ ยกตัวอย่างทุกวันนี้ เวลาเราเปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือโซเชียลแคม อย่างน้อยในหนึ่งวันต้องเห็นการโฆษณาไม่ต่ำกว่าหนึ่งชิ้น ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นรายได้อีกอย่างของดาราที่แสนง่ายเพียงแค่โชว์ แชะ แชร์ เท่านั้นเอง อย่างเมื่อครั้งที่ ชมพู่-อารยา พาเจ้าเฟอร์บี้โด่งดังในเวลาข้ามคืน หลังจากนั้น เหล่าเจ้าของสินค้าก็ปิ๊งไอเดียจับคนดังถ่ายภาพคู่กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ เริ่มให้เห็นมากขึ้น

“เดี๋ยวนี้ธุรกิจส่วนใหญ่จะเกาะกระแสแฟนๆ ของเหล่าคนดัง โดยให้ดาราหรือเซเลบฯ เป็นผู้ถือผลิตภัณฑ์นั้นๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ พร้อมกับถ่ายภาพลงบนอินสตาแกรมของตัวเอง พร้อมกับโพสต์ข้อความที่เป็น Keyword หรือ Account อินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊กของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้บรรดา Follower ของดารา ได้ติดตามกันต่อ ซึ่งอย่างที่ทุกคนทราบกันว่า ดาราบางคนมีคนติดตามเป็นหลักแสน บางคนมีถึงหลักล้าน” เวนิก หอสกุล เจ้าของพีอาร์เอเยนซี่แห่งสตูดิโอ แมงโก้ ระบุ

นอกจากนั้น ดาราบางคนยังหัวใส จับทางธุรกิจสร้างแบรนด์ของตัวเอง ใช้เอง โชว์เอง แบบไม่ต้องมีส่วนแบ่ง โดย อ.ธันยวัชร์ แจกแจงถึงเหตุผลที่ดาราต้องปรับตัวหันมาจับทางธุรกิจในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังบูมว่า จริงๆ แล้วอาชีพดาราก็ถือว่ามีความเสี่ยง หากไม่มีงานแสดง งานโชว์ตัวเข้ามา ก็ขาดรายได้ก้อนโตได้เช่นกัน

“ที่ดาราต้องทำธุรกิจเพราะอาชีพดารามันไม่มั่นคง พอถึงจุดๆ หนึ่ง ถ้าไม่มีงานก็จะไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ในช่วงที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ ดาราจำนวนมากก็เลยทำธุรกิจกันเยอะ ซึ่งก็แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ ประเภทแรก “ทำธุรกิจด้วยตัวเอง” กับอีกประเภทคือ “เป็น Presenter” ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของดารา

อย่างประเภทแรก ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองเลย อย่างเช่น เชน-ธนา ก็ทำ เริ่มจากเล็กๆ ตอนนี้ก็ใหญ่โตขายได้เยอะแล้ว หรือจะเป็น การ์ตูน-อินทิรา, เมย์-เฟื่องอารมย์ ฯลฯ ส่วนใหญ่สินค้าที่เขาขายจะเป็นเกี่ยวกับความสวยความงามหมดเลย ทั้งเครื่องสำอาง, อาหารเสริม เพราะว่า margin สูง หรือไม่ก็เป็นเสื้อผ้า และที่ทำตอนนี้ได้เยอะเพราะมันมี IG เวลาถ่ายรูปออกมา คนก็ตามเป็นล้านๆ คน จนกระทั่งทำให้มีธุรกิจแบบ “กาฝาก Marketing คือไปฝากตามคอมเมนต์ดารา พวกฝากร้าน ซึ่งก็แสดงว่าได้ผลนะ เพราะถ้าไม่ได้ผลคงไม่มีใครฝากกันเยอะขนาดนี้”

สุดท้าย การเลือกโปรโมตตัวเองหรือสินค้าในโลกโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ คือเครื่องมือทางการตลาดชั้นดี แต่ถึงกระนั้น อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ดังนั้น ดาราก็ควรพึงหาประโยชน์ตรงนี้แบบพอดี

“โซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการตลาดสำหรับคนที่เป็น SME หรือคนที่เป็นดารา ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ประเทศอื่นเป็นยังไงผมไม่ทราบ แต่ประเทศนี้ วิธีนี้ขายได้ดีมาก แต่ตราบใดก็ตามที่คนที่เป็นดาราใช้โซเชียลมีเดียในเชิงการค้ามากเกินไป อาจจะกัดกร่อนชื่อเสียงของดาราคนนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้น ควรจะใช้ในขนาดพอดีและเหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณโพสต์วันนึง 10 รูป แล้วคุณไปขายของคนอื่นวันละ 8 รูป อันนี้เกินไป แต่ถ้าคุณโพสต์สัปดาห์หนึ่งสัก 40 รูป แล้วโพสต์ขายของไม่เกิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้รับได้ มันอยู่ที่ความเหมาะสมไงครับ ไม่ผิดที่จะขายของ แต่ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี

ตัวดาราเองก็ต้องรู้ว่า คนที่ตามพวกเขามีอยู่หลายประเภท ทั้งคนที่ชื่นชอบเป็นแฟนคลับ, คนที่ไม่ใช่แฟนคลับแต่อยากรู้ว่าดาราคนนั้นทำอะไรบ้าง, คนที่ไม่ชอบดาราคนนั้น แต่อยากรู้ว่าทำอะไรอยู่ เพราะฉะนั้น ดาราก็ต้องพึงระวังไว้ การใช้ชื่อเสียงก็ต้องรู้จักใช้ให้พอเหมาะพอดี ถูกจังหวะเวลา บางครั้งถ้าใช้มากเกินไปในทางที่ไม่เหมาะสม อาจจะเกิดปัญหาได้ในอนาคต” อ.ธันยวัชร์ กล่าวทิ้งท้าย

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s