ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมวลมหาประชาชน จากสถานีสามเสนถึง ‘ยุบสภา’

6bd49940619f11e3a84b12ec4dc1b49e_8
จากปรากฎการณ์การลุกฮือขึ้นมาต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยเพื่อล้างความผิดทั้งหมดให้กับทักษิณ ชินวัตร จนมาถึงการชุมนุมของมวลมหาประชาชนยกระดับการต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่จะโค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นไปจากแผ่นดิน ผ่านมานับเดือนจนถึงวันนี้ (9 ธ.ค.) วันที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา แม้จะยังไม่บรรลุเป้าหมายของมวลมหาประชาชนแต่ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นประวติศาสตร์การเมืองอีกหน้าหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทย “ASTVผู้จัดการออนไลน์” จึงขอสรุปเหตุการณ์สำคัญในห้วงเวลาที่ผ่านมาไว้ดังนี้

จุดชนวนเริ่มแรกที่ทำให้ประชาชนทุกสารทิศแห่แหนออกมาชุมนุมคงไม่พ้นการดึงดันของส.ส.เพื่อไทย ที่นำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ผ่านสภาฯ โดยในวันที่ 31 ต.ค.2556 พรรคประชาธิปัตย์จึงได้จัดชุมนุมใหญ่ต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย ที่ข้างสถานีรถไฟสามเสน

1475962_1422463851321466_1563637773_n

ต่อมาวันที่ 4 พ.ย. ม็อบสามเสนได้เคลื่อนขบวนยึดพื้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินเป็นฐานที่มั่นจนกว่าจะชนะ โดยมีกลุ่มขับเคลื่อน 3 แนวร่วมหลักประกอบด้วย

1.”ม็อบราชดำเนิน”ที่มีแกนนำชื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ยอมสละตำแหน่งทางการเมืองเพื่อออกมาเคลื่อนมวลชนริมถนนพร้อมอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีก 8 คน

2.เวทีกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณสี่แยกผ่านฟ้าลีลาศ 3.โดยมีเวทีคู่ขนานกับเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

006347ba60eb11e3b5da0e6b3b18b30f_8

ดูเหมือนกระแสคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้ถูกจุดติดมีมวลชนหลั่งไหลออกมาชุมนุมไม่ขาดสาย พลังมหาประชาชนทุกสาขาอาชีพจากทั่วสารทิศหล่อหลอมไหลรวมเป็นหนึ่งเดียวมุ่งสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินอย่างมืดฟ้ามัวดินมากเป็นประวัติการณ์จนล้นเวที ราชดำเนิน

ขณะที่ กระแสประชาชนในตัวเมืองได้ถูกจุดติดเป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะกระแสคนชั้นกลางในตัวเมืองที่ทำให้สังคมจับตามองคงหนีไม่พ้น การแสดงพลังของม็อบสีลม

ถนนสีลมถือเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของกทม. ในฐานะเป็นย่านธุรกิจการค้าและการเงินที่ใหญ่ที่สุด ถนนสายเศรษฐกิจนี้ส่วนใหญ่จะไม่ยุ่งกับการเมือง และ คนที่ทำงานบนถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานบริษัท พนักงานธนาคารเป็นส่วนใหญ่ ก็ยังต้องลุกฮือออกมาชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย เลยด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าเป็นม็อบที่เป็นชนวนลูกแรกที่ทำให้คนชั้นกลางในเมืองออกมาคัดค้านกันยกใหญ่และลุกลามไปทั้งกรุงเทพมหานคร และนั่นรวมไปถึงพลังของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆที่ออกแถลงการณ์คัดค้านเกือบจะทุกที่ เทียบเคียงได้กับเหตุการณ์ในอดีต 14 ตุลา 2516 ที่มีนักศึกษาเข้าร่วมเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ไม่พ้นแม้แต่ดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงยังกล้าเปิดหน้าออกมาชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในครั้งนี้อย่างเปิดเผย

อย่างไรก็ดี ต่อมาในวันที่ 6 พ.ย. 2556 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลให้ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมตายจากสภาก่อนวันที่ 11 พ.ย. ไม่เกินเวลา 18.00 น.

“ผมและแกนนำทุกคนหารือกันแล้วมีมติตามเสียงของมหาประชาชนว่าจะดำเนินการชุมนุมต่อไป และขอยื่นคำขาดต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ว่า กฎหมายล้างผิดให้คนโกง คนฆ่า คนเผา ทั้ง 6 ฉบับที่ค้างอยู่ต้องตายไปจากสภาทั้งหมด” นายสุเทพ ยื่นคำขาด

3e9c7e36610211e3b35712de7824c626_8

เมื่อจนครบของวันที่ 11 พ.ย.นายสุเทพได้ประกาศอารยะขัดขืน เรียกร้องหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหยุดงานวันที่ 13-15 พ.ย. ชะลอการจ่ายภาษี ให้ทุกบ้านชักธงชาติและพกนกหวีด หากพบนายกรัฐมนตรีและลิ่วล้อให้เป่านกหวีดใส่ ต่อมาวันที่ 12 พ.ย.นายสุเทพประกาศจะสู้ให้จบภายในสิ้นเดือน พ.ย. และประเมิน 4 มาตรการอารยะขัดขืนเพื่อดูว่าจะยกระดับการต่อสู้อย่างไร

ขณะเดียวกัน ความกดดันได้ไปถาโถมอยู่ฝ่ายรัฐบาลว่าด้วยพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เป็นตัวปัญหาเพียงแค่สลบไปยังไม่ตายไปจากสารบบแม้วุฒิสภาจะมีมติคว่ำร่าง จากนั้นรอ 180 วันรัฐบาลสามารถใช้พวกมากหยิบยกขึ้นมา ลงมติยืนยันร่างประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ทันที โดยฝ่ายนายสุเทพได้ระบุว่า แม้จะถอนร่างออกมาก็เตรียมร่าง ฉบับใหม่อีก 2 ร่างเสนอกลับเข้าไปใหม่หลังสถานการณ์คลี่คลาย ซึ่งสะท้อนถึงความปลิ้นปล้อนและไม่น่าไว้วางใจของรัฐบาล

ต่อมา วันที่ 15 พ.ย. นายสุเทพประกาศยกระดับการต่อสู้จากการต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นการขับไล่ระบอบทักษิณ พร้อมจะล่ารายชื่อประชาชนยื่นถอดถอนสส. 310 คน ที่ร่วมกันโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตลอดจนร่วมกันต่อต้านสินค้าในเครือทักษิณ รวมทั้งเรียกร้องประชาชนและข้าราชการเข้าร่วมชุมนุมให้ถึงล้านคน

จนวันที่ 17 พ.ย.นายสุเทพนัดมวลชนรวมตัวกันที่ถนนราชดำเนินในวันที่ 24 พ.ย. ให้ถึง 1 ล้านคน ส่วนต่างจังหวัดให้ไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัด

ช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะยอมถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกจากสภาฯ ในอีกทางหนึ่งก็ได้เดินเกมสั่งให้แกนนำเสื้อแดงและ สส.พรรคเพื่อไทยได้พากันออกมาเคลื่อนไหวที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก และแถลงว่าจะไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 พ.ย. ซึ่งศาลจะพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
“ผู้ตัดสินต้องรับผิดชอบหากบ้านเมืองเกิดกลียุค หากพรรคเพื่อไทยถูกยุบและสมาชิกรัฐสภา 312 คน ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกถอดถอน มวลชนคนเสื้อแดงจะเป็นต่อไป” นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าว

ขณะนั้นถนนทุกสายจับจ้องไปที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับมีมติ 5 ต่อ 4 เสียงเห็นว่าการแก้ไขดังกล่าวเป็นกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ยุบพรรคเพื่อไทยและพร้อมกับพรรคการเมืองอื่นๆ รวม 6 พรรค

และแล้วก็มาถึงวันที่ 24 พ.ย.ที่นายสุเทพ ได้ประกาศนัดมวลชนทั่วประเทศให้ออกมาแสดงพลังพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงทั่วประเทศ และวันนั้นเองอาจกล่าวได้ว่าเป็นวันที่ ทักษิณ ชินวัตร อาจลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต เนื่องจากเกิดปรากฏการณ์การเมือครั้งสำคัญหน้าหนึ่งของประเทศ โดยที่ประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาชุมนุมกันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยหนาแน่นตั้งแต่ถนนราชดำเนิน ต่อเนื่องมายังสนามหลวงข้ามมายังสะพานพระปิ่นเกล้า ขณะที่สื่อต่างประเทศรายงานตัวเลขระบุว่า มีประชาชนร่วมออกมาแสดงพลังกว่าหลัก 2 ล้านคน นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และนั้นอาจหมายถึงเป้าหมายเดินทางกลับบ้านแบบเท่ๆ ของทักษิณ ชินวัตร ต้องปิดประตูลงอีกด้วย

วันดังกล่าว นายสุเทพประกาศว่า จะโค่นระบอบทักษิณใน 3 วัน พร้อมกับขีดเส้นให้ข้าราชการเลือกข้างโดยประกาศว่า ขบวนประชาชนจะแบ่งเป็น 13 เส้นทาง 1. กองบัญชาการทหารสูงสุด 2. กองบัญชาการกองทัพอากาศ 3. กองทัพบก 4. กองบัญชาการกองทัพเรือ 5. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 6. กองบัญชาการตำรวจนครบาล 7. กระทรวงมหาดไทย 8. สำนักงบประมาณ และสถานีโทรทัศน์ 3, 5, 7, 9, 11 โดยต่อมาได้เข้ายึด 4 หน่วยงานราชการ ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังกรมประชาสัมพันธ์ และกระทรวงการต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดต่อมาที่นายสุเทพ เสนอต่อสังคมก็คือ การจัดตั้งสภาประชาชน พร้อมทั้งรัฐบาลดรีมทีมขึ้นมาบริหารประเทศโดยตัวเองและอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ

ทั้งนี้ ได้ประกาศเป้าหมาย 6 ข้อของการเปลี่ยนแปลงประเทศเพื่อให้คนตัดสินใจออกไปร่วมปฏิบัติการดังกล่าว ได้แก่ 1.จะปกป้องรัฐธรรมนูญและเปลี่ยนการเลือกตั้งไม่ให้คนชั่วเข้าสภา 2.ต้องปรับปรุงกฎหมายเพื่อไม่ให้การทุจริตคอร์รัปชั่นมีอายุความ 3.ให้ประชาชนสามารถถอดถอนนายกฯ และสส.โดยตรงได้ และให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยจัดเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด

4.ปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจให้ตำรวจนครบาลไปอยู่ใต้สังกัดผู้ว่าฯ กทม.

5.ออกกฎหมายให้ข้าราชการอยู่ในระบบคุณธรรม แก้ปัญหาเรื่องการวิ่งเต้นขอตำแหน่ง6.แก้ไขปัญหาความตกต่ำของการศึกษา การปรับปรุงระบบคมนาคม ขนส่งต้องเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผูกพันรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ใช่กู้ 2 ล้านล้านบาทให้คนเป็นหนี้ 50 ปี

ขณะเดียวกัน มาตรการต่อมาของประชาชนคือการใช้แผนดาวกระจาย โดยผู้ชุมนุมแยกเป็น 4 ขบวน ไปที่กระทรวงแรงงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาธารณสุขพาณิชย์ ส่วนนายสุเทพนำมวลชนประมาณ 2 หมื่นคนไปปักหลักยึดพื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และมวลชนใน 30 จังหวัด รวมตัวเข้าไปในศาลากลางจังหวัด

จวบจนวันที่ 29 พ.ย.นายสุเทพเปิดตัว คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศเข้ายึดพื้นที่หน่วยงานราชการหลายหน่วยอาทิ ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เป็นต้น ในวันที่ 1 ธ.ค.เวลา 10.45 น.ซึ่ง กปปส.ได้เข้ายึดพื้นที่ได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นที่ “ทำเนียบรัฐบาล-สตช.-บช.น.” ตามยุทธศาสตร์ของนายสุเทพแล้วสถานที่ที่สำคัญที่สุด และต้องยึดมาให้ได้ก็คือ ทำเนียบรัฐบาลที่สุเทพ ต้องการให้กปปส.เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเพราะนี่คือหัวใจของการบริหารงานประเทศหากยึดมาได้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะที่ กปปส.มีเหนือรัฐบาล

ฝากรัฐบาลย่อมรู้ดีว่าทำเนียบรัฐบาล มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์จึงสั่งตรึงกำลังอย่างหนาแน่น ยอมให้ยึดไม่ได้โดยเด็ดขาดขณะนั้นฝั่งรัฐบาลคอยดักจังหวะสองแก้เกมกลับด้วยการให้ “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” นำขบวนรองนายกรัฐมนตรีนั่งเรียงหน้าแถลงจุดยืนของรัฐบาล ชี้แจงข้อกล่าวหาของ สุเทพทั้งหมดแถมบลั๊ฟกลับตั้งข้อหากบฏให้สุเทพโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต โทษรองลงมาเป็นจำคุกตลอดชีวิต

สถานการณ์การเมืองดูจะร้อนฉ่าขึ้น แต่กระนั้นซ้ำร้ายเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้ หลังจากแกนนำคนเสื้อแดงได้เกณฑ์คนออกมาชุมนุมเพื่อปกป้องการกระทำอันไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมากซึ่งได้เกิดเหตุนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงปะทะกับกลุ่มเสื้อแดง และมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายระดมล้อมยิงนักศึกษา ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม บริเวณซอยรามคำแหง 24 (ซอยเสรี) ด้านหลังมหาวิทยาลัย มีนักศึกษาถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บ โดยกระสุนมาจากข้างกำแพง รั้วหลังมหาวิทยาลัย ไม่ต่ำกว่า 20 นัด ในที่สุด นายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว นักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ วัย 21 ปี ถูกยิงเข้าบริเวณชายโครงด้านซ้าย 2 นัด เสียชีวิตที่โรงพยาบาลรามคำแหง กลายเป็นศพแรกจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

และหนึ่งในจำเลยสังคมขณะนั้นก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกครหาว่าเป็นหนึ่งในจำเลยที่เป็นฝ่ายช่วยกลุ่มคนเสื้อแดงล้อมยิงนักศึกษาราม โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 71 ราย

วันต่อมา 1 ธ.ค.ไฮไลท์อยู่ที่ ม็อบ กปปส. ได้เคลื่อนขบวนไปปิดพื้นที่หน่วยงานรัฐหลายแห่งและมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำเนียบฯ และ บช.น. ตลอดทั้งวันของวันั้นมีเหตุการณ์รุนแรงในหลายจุดจนเฉียดเข้าขั้นสงครามกลางเมือง ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำตัวหลบหน้าหลบตาไม่ออกมาแสดงภาวะความเป็นผู้นำให้ปรากฏส่งผลให้มีข่าวลือไปต่างๆ นานา

ขณะที่ ผบ. 3 เหล่าทัพประสานนายสุเทพให้พูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เจรจาต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

เป้าโฟกัสของสังคมจึงจับจ้องมาที่หทาร ท่าทีที่สำคัญสุดคือกองทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เหมือนเลือกแล้วว่าอยู่ข้างไหน เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาให้ชัดเจนนัก

ว่ากันว่า ได้มีการต่อสายโทรศัพท์ตรงไปยัง “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะ ผอ.ศอ.รส. ขอไม่ให้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าใส่ประชาชนเป็นการส่งสัญญาณเตือนแล้วกองทัพไม่ได้อยู่ข้างรัฐบาล

ข่าววงในจากสายทหาร ยืนยันชัดเจนว่าบิ๊กตู่ อาสาเป็นมือดีลต่อสายตรงไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กดเบอร์โทรออกไปยังเบอร์ที่คุ้นเคยขอเป็นกาวใจให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พบกับสุเทพเพื่อเจรจาหาทางออก

โดยทั้งสองฝ่ายนัดพบกันที่กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน.4 รอ.) ถนนวิภาวดี-รังสิต เป็นการนัดพบต่อหน้าผบ.เหล่าทัพ ทั้งหมดร่วมเป็นสักขีพยานในการพูดคุยเจรจาต่อรอง

ทว่าภายหลังการเจรจาต่อรองซึ่งเนื้อหายังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ “สุเทพ” ก็ชิงจังหวะได้เปรียบออกมาแถลงข่าวยืนยันความบริสุทธิ์ใจที่เดินทางไปพบน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทันที

แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงเปิดเผยว่า การพูดคุยระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์กับนายสุเทพ โดยมี ผบ.เหล่าทัพเป็นตัวกลางประสานพูดคุยกันนั้น ใช้เวลาในการพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมง โดยในการพูดคุยร่วมกัน ทางนายสุเทพยืนยันต้องการให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์คืนอำนาจให้ประชาชน จัดตั้งสภาประชาชน หรือมีรัฐบาลแห่งชาติ โดยคัดเลือกคนจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านขึ้นมาทำงานร่วมกันก่อนยุบสภาแล้วคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ระบุว่า ข้อเสนอของนายสุเทพไม่อาจกระทำตามได้เพราะไม่มีกฎหมายใดรองรับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญนายกรัฐมนตรีทำได้เพียงยุบสภาหรือลาออกเท่านั้น ขณะที่ทาง ผบ.เหล่าทัพต้องการให้ประเทศกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ว จึงเสนอแนะให้ถอยคนละก้าว ด้วยการให้นายสุเทพและกลุ่มผู้ชุมนุมยุติการเคลื่อนไหวยึดสถานที่ราชการ และวิงวอนให้รัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรงในการปราบปรามของประชาชน พร้อมทั้งขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความสงบของประเทศชาติ ซึ่งตลอดการพูดคุยยังไม่ได้ข้อสรุป โดยนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะนำข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหากลับไปพิจารณา

“ขณะนี้รัฐบาลและกองทัพต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพราะรัฐบาลไม่กล้าที่จะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อให้ทหารออกมารักษาความสงบเรียบร้อย เพราะไม่มั่นใจว่าทหารจะออกมาช่วยรัฐบาลในการดูแลรักษาความสงบ ส่วนทางกองทัพก็มองว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพยายามบีบให้กองทัพทำการปฏิวัติ เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความวุ่นวาย แต่กองทัพมองว่า หากปฏิวัติจริงจะเข้าทางรัฐบาล อีกทั้งเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศในหลายด้าน และต่างประเทศจะพากันไม่ยอมรับประเทศไทย การพูดคุยบนโต๊ะอาจจะไม่มีอีกแล้ว แต่กองทัพจะเป็นผู้ประสานคอยพูดคุยกับทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสุเทพในทางลับ เพื่อหาข้อยุติแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้โดยเร็ว” แหล่งข่าวเปิดเผย

สถานการณ์ดูเหมือนจะไม่คลี่คลายโดยง่าย จนวันที่ 2 ธ.ค.มวลชน กปปส. ยังเดินหน้าบุกยึดพื้นที่ทำเนียบฯ และบช.น. จนสถานการณ์เข้าขั้นตึงเครียด การปะทะของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชาชนยังมีอยู่เกือบตลอดวัน มีการปะทะกันดุเดือด ทั้งแก๊สน้ำตา กระสุนยาง หนังสติ๊ก ระเบิดควัน ที่สุดแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่สามารถบุกเข้าไปในพื้นที่ทั้ง 2 หน่วยงานได้ โดยนายสุเทพประกาศจะยึด บช.น.ให้ได้ในวันที่ 3 ธ.ค. ก่อนเวลา 15.00 น.

ช่วงเช้าของวันที่ 3 ธ.ค. ยังคงมีเหตุปะทะและยิงแก๊สน้ำตาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสะพานอรทัย โดยเจ้าหน้าที่ได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาหลายลูกใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ที่พยายามจะฝ่าแนวกั้นเข้าไป ขณะเดียวกันที่สะพานชมัยมรุเชฐ และแยกพาณิชยการ ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะพยายามยั่วยุเจ้าหน้าที่ จนทำให้เจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่เช่นกัน

สถานการณ์การเผชิญหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชน ใครก็คาดว่าอาจต้องเกิดจุดเดือดและนำไปสู่การสูญเสีย แต่แล้วเป็นฝ่ายรัฐบาลที่พลิกเกมใช้กลยุทธถอยสุดซอย โดยให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รักษากองบัญชาการตำรวจนครบาลเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเข้าไปยังพื้นที่ทั้งสองส่วนได้ สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ชุมนุม ขนาดว่าแกนนำผู้ชุมนุม ยังประกาศให้ผู้ชุมนุมนั่งรออย่ารีบเข้าไปในพื้นที่นครบาลทันที โดยเหตุการณ์นี้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า เป็นแรงบีบของผู้นำเหล่าทัพที่ขอให้รัฐบาลยอมหลีกทางเพื่อจัดวันเฉลิมพระชนพรรษาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ขณะที่ ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร รายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การปะทะทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. – 3 ธ.ค. โดยสรุปยอด ณ เวลา 08.00 น. ของวันที่ 4 ธ.ค. มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 277 ราย เสียชีวิต 4 ราย และยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 37 ราย แบ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากบริเวณ ม.รามคำแหง 64 ราย เสียชีวิต 4 ราย พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 24 ราย เหตุบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลวันที่ 1 ธ.ค. บาดเจ็บ 59 ราย ยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 3 ราย บริเวณโดยรอบทำเนียบวันที่ 2 ธ.ค. ได้รับบาดเจ็บ 139 ราย ยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 9 ราย และบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลวันที่ 3 ธ.ค. ได้รับบาดเจ็บ 15 ราย ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 1 ราย

ขณะที่ นายสุเทพ ยืนยันว่าจะปักหลักต่อสู้อยู่ที่ศูนย์ราชการจนกว่าภารกิจล้มระบอบทักษิณจะสำเร็จ หลังจากเหตุการณ์สงบลง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แสดงท่าทีว่ายินดีทำทุกอย่างเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และพูดว่า “การยุบสภา” กับ “ลาออก” เป็นสิ่งที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอให้คืนอำนาจ ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่มีแนวทางและวิธีการทางกฎหมายรองรับ จึงมอบหมายให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และ นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง

จากถ้อยคำของนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ระบุว่าการลาออกของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ทางออกของปัญหา รัฐบาลพร้อมเปิดเวทีพูดคุยกับทุกภาคส่วนโดยให้มีหน่วยงาน หรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเจ้าภาพ และรัฐบาลอยากเห็นกระบวนการดังกล่าวเริ่มในทันที

ดังนั้นแล้ว ยิ่งเมื่อดูถ้อยคำการหาทางออกของรัฐบาลก็คงเลือกแนวทางนี้ ส่วนสุเทพอยู่ในสภาวะเหมือนขี่หลังเสือและได้เลือกแนวทางสู้สุดซอยเช่นกันที่ประกาศตัวว่าจะไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนภาคประชาชนก็ต้องการโค้นล้มระบอบทักษิณและอยากได้ทางออกที่ดีให้กับประเทศ ซึ่งคงต้องว่ากันอีกยกหลังวันมหามงคล โดยสถานการณ์การเมืองขณะนี้ออกได้ทุกหน้าเช่นกัน

จนเมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 9 ธ.ค. 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.กลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่าจากการหารือรับฟังจากทุกภาคส่วน ตนตัดสินใจขอพระราชทนทูลเกล้าฯ ถวายพระราชกฤษฎีกายุบภสาผู้แทนราษฎร

73226dea609511e393790a2aba0db6c1_8

ด้วยเหตุผล 1. การยุบสภาเป็นการกระบวนการตามปกติของระบอบประชาธิปไตย ตามที่หลายประเทศใช้อยูประเทศไทยใช้ธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอด 2. ตามที่รัฐบาลเข้ารับหน้าที่บริหารเมื่อ 23 ต.ค.2554 มีภารกิจสำคัญแก้ไขปัญหาภายในประเทศ อุทกภัย เศรษฐกิจฟื้นฟูประชาธิปไตยและพยายามสร้างความปรองดองในประเทศ รัฐบาลดำเนินการอย่างสุดความสามารถ แก้ปัญหาลุล่วง

แต่ประเด็นด้านความขัดแย้งการเมืองยังอยู่ต่อเนื่องแม้รัฐบาลจะสร้างความเข้าใจเสนอแนวทางแก้รธน. เปิดเวทีปฏิรูปการเมือง ทำประชามติ ยังมีผู้เห็นต่างและคัดค้าน รัฐบาลรับฟังแต่ปรากฎว่ามีจำนวนผู้คัดค้านจำนนหนึ่งและฝ่ายค้านเลือกใช้การชุมนุต่อต้านนอกเวทีรัฐสภารัฐบาลพยายามบริหารด้วยท่าทีประนีประนอม เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานเพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ประเทศและคนไทยสูญเสียอีก แต่สถานการณ์วันนี้รัฐบาลคำนึงถึงแนวคิดที่แตกต่างต่างฝ่ายอ้างเป็นตัวแทนประชาชนรัฐบาลจึงเห็นว่าภายใต้ระบอบปชต. นำมาแตกแยกของคนในชาติมีความรุนแรงเกิดความสูญเสียขึ้น จึงตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชน ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นวิถีทางประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าคนส่วนใหญ่ต้องการแนวทางไหน ให้ใครบริหารประเทศขอเชิญชวนทุกกลุ่มทุกพรรคใช้เวทีเลือกตั้งในระบอบปชต.เป็นทางเลือกตั้งให้คนไทย 3. เมื่อยุบสภาแล้วรมต. ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง 180 (2) แต่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ารมต.ใหม่จะเข้ารับหน้าที่4.ขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง จะหารือกับกกต.กำหนดวันเลือกตั้งให้เร็วที่สุดรัฐบาลขอให้ประชาชนใช้สิทธิโดยพร้อมเพรียง ใส่ใจ การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมที่สุดแสดงออกถึงเจตจำนงการเมือง

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาอาจยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เนื่องจากระบอบทักษิณยังไม่ได้ล้มหายตายจากไปจากประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดีอาจกล่าวได้ว่าการชุมนุมตลอดเวลาที่ผ่านมาครั้งนี้เป็นพลังของภาคประชาชนที่มีพลังทำให้หยุดพลังไม่ชอบธรรมจากนักการเมืองได้ นับเป็นชัยชนะที่สวยงามของภาคประชาชนครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย / Save
1471241_665310536853530_444091230_n

1474557_422721124496005_2013591279_n

1466139_765894256759372_752697306_n

2e50de6660bf11e380d712128faa8e82_8

1454826_766330133382451_525035490_n

1450181_761254247223373_1635844586_n

946079_766252266723571_1318269715_n

1450179_765883713427093_1950124508_n

73226dea609511e393790a2aba0db6c1_8

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s