สื่อนอกประจาน ไทยติดอันดับโลก “โครตโกง”

CORRUPTION

แฉไทยโกงสะบัด สื่อนอกตีข้อมูลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นประจำปีขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ชี้รัฐบาลและส่วนราชการไทยใช้อำนาจในทางไม่ชอบสูงลิ่ว จากคะแนนเต็ม 100 ได้เพียง 35 แต้ม จมดิ่งอยู่ที่อันดับ 102 จากทั้งหมด 177 ประเทศ ขณะที่ “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนใหญ่ยอมรับเคยทำผิดกฎจราจร ด้าน ป.ป.ช. เตรียมเรียกไต่สวนบุคคล 5 กลุ่ม ชำแหละปมทุจริตจำนำข้าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ได้เผยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (ซีพีไอ) ประจำปีนี้ วิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลการใช้อำนาจในทางมิชอบ การรับสินบน และการกระทำละเมิดกฎหมายของรัฐบาล และส่วนราชการ 177 ประเทศ โดยกำหนดระดับคะแนนจาก 0 คือ คอร์รัปชั่นสูงมาก ไปจนถึง 100 คือ มีความโปร่งใส ผลปรากฏว่า เดนมาร์กและนิวซีแลนด์ครองอันดับ 1 ร่วมกัน ได้คะแนนไป 91 คะแนน ซึ่งทั้งสองประเทศยังร่วมกันครองแชมป์เมื่อปีที่แล้วด้วย ตามด้วยฟินแลนด์และสวีเดน ครองอันดับ 3 ร่วมกัน ได้ไป 89 คะแนน ขณะที่อันดับ 5 ยังครองร่วมกัน 2 ประเทศ คือ นอร์เวย์และสิงคโปร์ ได้ไป 86 คะแนน ส่วนสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับ 7 ได้ไป 85 คะแนน อันดับ 8 เป็นของเนเธอร์แลนด์ 83 คะแนน และปิดท้ายในอันดับ 9 มี 2 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลียและแคนาดา ประเทศละ 81 คะแนน

สำหรับไทยในปีนี้ครองอันดับ 102 ร่วมกับมอลโดวาและปานามา โดยมีอยู่ 35 คะแนน ซึ่งตกลงมาจากปีที่แล้ว จัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ 88 จากทั้งหมด 174 ประเทศ ด้วยคะแนน 37 คะแนน ขณะที่ 10 อันดับประเทศท้ายตาราง เริ่มจากซีเรีย เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน ครองอันดับ 168 ร่วมกัน ได้ไป 17 คะแนน อิรักอยู่ที่อันดับ 171 มีอยู่ 16 คะแนน ตามด้วยลิเบียในอันดับ 172 ได้ไป 15 คะแนน อันดับ 173 เป็นของซูดานใต้ มีอยู่ 14 คะแนน ส่วนซูดานอยู่ในอันดับ 174 ได้ไป 11 คะแนน ปิดท้ายด้วยอัฟกานิสถาน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย ครองอันดับ 175 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายร่วมกันที่ 8 คะแนน

ด้านสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” และชมรม “นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง” (นยปส.) แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “พฤติกรรมและปัจจัยการทุจริตคอร์รัปชั่น” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,810 หน่วย เกี่ยวกับพฤติกรรมการยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่น และปัจจัยที่มีผลต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นในเชิงนิติศาสตร์ พบว่า เมื่อถามถึงการกระทำพฤติกรรมการทุจริตในอดีตที่ผ่านมา ร้อยละ 54.70 เคยขับรถผิดกฎจราจร ร้อยละ 31.39 ยอมถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร้อยละ 26.87 เคยรับเงินเพื่อลงคะแนนเสียงให้นักการเมือง ร้อยละ 18.19 เคยใช้ระบบอุปถัมภ์ และร้อยละ 13.81 เคยติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนความคิดที่ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ร้อยละ 45.88 ตอบว่า เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง และล่าช้า ร้อยละ 39.69 ว่าเป็นช่องโหว่ของกฎหมาย และร้อยละ 37.89 เห็นว่าเพราะสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อกฎหมาย พบว่า ร้อยละ 84.80 เห็นด้วยกับการเพิ่มหน้าที่ และอำนาจของ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ สตง. เข้าตรวจสอบการทุจริตในภาคเอกชน

วันเดียวกัน นายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษก ป.ป.ช. ยังแถลงความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในเรื่องทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และระบายข้าวนั้น ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนได้ความว่า การเจรจาที่อ้างว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ระหว่างรัฐบาลกับผู้แทนหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 2 หน่วยงาน ปรากฏว่า พยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เห็นได้ว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ และพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นมีส่วนร่วมกระทำความผิดโครงการดังกล่าว ซึ่งยังไม่ได้เป็นผู้ถูกกล่าวหามาแต่เดิม ดังนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ขยายการไต่สวนไปยังบุคคลเพิ่มเติมอีก 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 คือ ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทย ได้แก่ นายมนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว นายอัครพงษ์ ทีปวัชระ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ

กลุ่มที่ 2 คือ นายภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว กลุ่มที่ 3 Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp และ Hainan grain & oil industrial trading company และตัวแทนของหน่วยงานทั้งสอง กลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากผู้แทนฝ่ายจีน ได้แก่ นายรัฐนิธ โสจิระกุล นายสมคิด เอื้อนสุภา และนายลิตร พอใจ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด และกลุ่มที่ 5 คือบริษัทสยามอินดิก้า จำกัด ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง พบว่าเงินที่ชำระค่าซื้อขายข้าวกับหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนนั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับบริษัทสยามอินดิก้า ประกอบกับบริษัทนี้เคยเป็นนายจ้างในอดีตของ นายสมคิด เอื้อนสุภา และนายลิตร พอใจ

นายวิชา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนยังตรวจพบว่า การกำหนดให้เป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคา ทำให้เกิดความเสียหายจากการขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด โดยนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 54 ถึง มิ.ย. 56 มีปริมาณส่งมอบข้าวไปยังจีนทุกรายเพียง 375,000 ตันเศษ จากปริมาณที่ส่งมอบตามสัญญาจำนวน 4,800,000 ตัน ซึ่งกรมศุลกากรได้ยืนยันว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวไม่มีข้าวส่งออกโดยผ่านพิธีการศุลกากรแต่อย่างใด ทั้งนี้มีการอ้างว่าไม่ใช่เป็นการส่งออกแต่เป็นการซื้อหน้าคลังสินค้า ดังนั้นคณะอนุกรรมการฯจะเร่งดำเนินการไต่สวนเพื่อพิจารณาว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกหรือไม่ และจะได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวต่อไปโดยเร็ว ส่วนสาเหตุที่ยังไม่สามารถสรุปแจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้ เพราะมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง ที่ดูแลองค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่ยอมมอบเอกสารหลักฐานที่เก็บไว้ให้กับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญ ดังนั้น ป.ป.ช.จะเร่งประสานขอเอกสาร พร้อมกับขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการด้วย ถ้าองค์การคลังสินค้าให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ก็จะสามารถไต่สวนเรื่องนี้ได้เร็ว

นายวิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการรับจำนำข้าวขณะนี้มีการกู้เงินมาทำโครงการจนเต็มวงเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 5 แสนล้านบาทแล้ว จนต้องออกเป็นพันธบัตรเพราะไม่สามารถกู้เพิ่มได้อีกแล้วตามที่มีข่าวออกมา ส่วนกรณีไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ด้าน นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการและรองโฆษกคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เอกสารที่ ป.ป.ช.ต้องการนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อใช้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการขนส่งข้าวของตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้พยายามประสานขอเอกสารจากหัวหน้าคลังสินค้ากลางในต่างจังหวัด แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ อย่างไรก็ตามถ้ามีความจำเป็นก็สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 25 เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารดังกล่าวได้ ถ้าได้เอกสารตรงนี้ จะสามารถขมวดทุกประเด็นและนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาได้ต่อไป กรณีนี้ถือว่าเป็นมหากาพย์ เพราะมีผู้ใหญ่และผู้น้อยในภาครัฐและเอกชนเกี่ยวข้องจำนวนมาก / เดลินิวส์

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s