บลูมเบิร์ก เรียกไทย “สาธารณรัฐทักษิณ”

บ.ก.นิตยสาร “บลูมเบิร์ก” ตีข่าวประเทศไทย ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเทศของทักษิณไปแล้ว

แม้จะเป็นเวลาถึง7 ปีแล้ว หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรถูกทหารทำรัฐประหารโค่นล้มลงจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และประเทศไทยเองก็มีนายกรัฐมนตรีที่มารับช่วงต่อจากเขาอีกถึง 6 คน แต่ทักษิณก็ยังคงทรงอิทธิพลต่อการเมืองของไทยอย่างยิ่งยวดตลอดมา โดยเฉพาะในรัฐบาลปัจจุบันที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวที่ยังอ่อนประสบการณ์ของเขาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ยิ่งลักษณ์เองก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เหมือนกับบรรดาญาติคนอื่นๆ ของตระกูลชินวัตรที่อยู่ในแวดวงการเมือง คือพยายามนำพี่ชายกลับบ้านเกิด โดยความพยายามครั้งล่าสุดคือ การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ “บัตรผ่านคุกแบบไม่มีความผิด” ผ่านรัฐสภา เอื้อประโยชน์ให้ทักษิณและนักการเมืองคนอื่นๆ นับเป็นความผิดพลาดทางการเมืองครั้งใหญ่ของภูมิภาคเอเชียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนไทยกว่า32,000 คน ออกมาเดินขบวนแสดงพลังต่อต้านการออกบัตรผ่านดังกล่าวทั้งในกรุงเทพและอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องยอมถอยทัพ ประกาศหยุดออกบัตรผ่านไปก่อน

อย่างไรก็ตาม หากชาวไทยจะคิดว่าเหตุการณ์นี้ได้จบลงแล้ว ก็คงเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากอดีตผู้นำคนนี้ยังคงดิ้นรนหาทางกลับมาประเทศไทย เพื่อทวงเอาบางส่วนของกิจการเครือข่ายโทรศัพท์ของตนที่ถูกรัฐแช่แข็งกลับคืนมาและเพื่อมารับช่วงอำนาจต่อจากน้องสาวของตน

ความทะเยอทะยานของอดีตผู้นำ

กลับกลายเป็นว่า คนไทยกำลังให้ความสนใจไปที่ทักษิณสูญเสียเงินไปเท่าไร แทนที่จะสนใจว่าสถานการณ์การเมืองเช่นนี้กำลังทำร้ายเศรษฐกิจมูลค่า 366,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว11.34 ล้านล้านบาท) ของประเทศ เนื่องจากในทุกๆวัน นักการเมืองก็หน้ามืดตามัวไปกับการคิดหาทางออกให้กับทักษิณ จนไม่สนใจพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และละเลยสภาพ  “กับดักรายได้ชั้นกลาง” ที่ประเทศไทยกำลังจะต้องเผชิญ

ทักษิณเป็นผู้นำที่มีภาพลักษณ์ต่างจากผู้นำในเอเชียคนอื่นคือ เขาพยายามทำลายประชาธิปไตยและส่งเสริมให้บรรดาเครือญาติช่วยกันขึ้นมาดูแลกิการต่างๆของประเทศ ทำให้ไทยมีสภาพเหมือนปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตย

ทักษิณ ชินวัตร มีลักษณะคล้ายกับนายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี คือเป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยมาก่อนแล้วจึงเข้ามาบริหารประเทศ จากนั้นในที่สุดทั้งสองคนก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาที่เหมือนกันว่า ใช้อำนาจทางการเมืองของตนเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจ

อันที่จริงแล้ว ระบอบ “ทักษิโนมิกส์” เป็นเพียงการใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำฟาดหัวประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลเพื่อหวังคะแนนนิยม ซึ่งเงินเหล่านั้นในที่สุดก็จมหายไป ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้เศรษฐกิจเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นวิธีการเดียวกับที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ใช้ในตอนแรกขณะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2554 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุนไปกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว6 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เสียงสนับสนุนไปไม่น้อย ดังนั้น โครงการนี้เปรียบได้กับเป็นการเตรียมการเพื่อผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมเอื้อประโยชน์ให้กับทักษิณ ซึ่งต้องการเสียงของชาวนาที่มีจำนวนมากในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องอุดหนุนราคาข้าว เอาใจชาวนา อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมกลับจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลให้มีอายุสั้นลงมากกว่า

ดังนั้น จากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงถึงเวลาแล้วที่ “สาธารณรัฐทักษิณ” จะเลิกสนใจอดีตผู้นำเพียงคนเดียวและหันมาสนใจความต้องการของชาติบ้าง

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s