”ชัดดาวน์ กรุงเทพฯ” นักลงทุนผวา แห่เทขายกดดัชนีดิ่งสวนทางตลาดภูมิภาค

ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นประเดิมซื้อขายวันแรกของปีม้า ร่วงหนักสุดรอบ 15 เดือน นักลงทุนวิตกวิกฤติการเมืองแห่เทขายตั้งแต่เช้า ช่วงกองทุนเทขายซ้ำเติมอีก กดดัชนีหุ้นร่วง 67 จุด ดัชนียืนที่ 1,230 จุด มูลค่าซื้อขาย 3.3 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินบาทอ่อนค่าลงเฉียด33บาท/ดอลล์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ ในวันเปิดทำการวันแรกของปี 2557 ( 2ม.ค.57)นั้น ปรากฎว่าตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตั้งแต่เปิดตลาด สวนทางตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งปัจจับลบหลักของหุ้นไทยยังเป็นเรื่องของการเมือง โดยสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศขณะนี้สร้างความกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศปฏิบัติการชัดดาวน์กรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ทำให้มีแรงขายออกมามาก โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มแบงก์สื่อสาร ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยในช่วงเช้าลดลงต่ำสุดที่ 1,262.38 จุด ลดลง 36.33 จุด (-2.80%) เมื่อเวลา

ล่าสุด เมื่อ 11.54 น. ก่อนที่จะขยับขึ้นมาปิดการซื้อขายภาคเช้าที่ 1,265.87 จุด ลดลง 32.84 จุด (-2.53%) มูลค่าการซื้อขาย 15,701.79 ล้านบาท

และเมื่อเปิดทำการซื้อขายในช่วงบ่าย นักลงทุนยังคงเทขายต่อเนื่อง จากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ การขาย LTF และความกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้เมื่อปิดตลาดทำการซื้อขายของวัน ดัชนีร่วงลงมาปิดที่ 1,230.77 จุด ลดลง 67.94 จุด หรือ 5.23% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 15,701.79 ล้านบาท 33,513.75 ล้านบาท

นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเปิดช่วงบ่ายปรับตัวลงแรง คาดเป็นแรงขายกองทุน LTF ที่ครบกำหนดช่วงต้นเดือน ม.ค.ซึ่งตลาดยังอาจมีความเสี่ยงจากแรงขาย LTF ที่ครบกำหนด 5 ปี มาขายต้นปีที่เป็นปัจจัยกดดันอีกระยะหนึ่ง

“ตลาดตกหนักส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง LTF ขาย และช่วงต้นปีต่างชาติไม่ซื้อ เมื่อกองทุนขาย แรงขายยังจะเยอะอยู่ ขณะที่การเมืองในประเทศทำให้คนขาดความเชื่อมั่น จึงเชื่อว่าแรงขายยังมีอยู่ ตลาดยังเป็นเช่นนี้อีกระยะ มองจนกว่าการเมืองจะเอาอย่างไร เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นทางออกอะไรเลย”นางภรณี กล่าว

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยมีการปรับตัวลงแรง จากความกังวลทางการเมือง เกี่ยวกับการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งตามวันดังกล่าวหรือไม่ ประกอบกับรัฐบาลเตรียมใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อดูแลสถานการณ์ม็อบที่จะมีการชุมนุมในกรุงเทพฯ วันที่ 13 ม.ค.นี้

“ดัชนีค่อนข้างจะปรับตัวลงแรง หลักๆมาจากความกังวลเรื่องการเมืองจากส.ส.ที่ไม่น่าจะครบ ทำให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้น่าจะมีปัญหาพอสมควร และม็อบวันที่ 13 ม.ค.นี้จะมีการปิดกทม. ซึ่งทางรัฐบาลมีการเตรียมใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดูแล้วสถานการณ์น่าจะไม่สู้ดีนัก”นายอภิชาติ กล่าว

ด้านนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า จากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงเปิดตลาดปรับตัวลดลงจากปัจจัยการเมืองภายในประเทศ ซึ่งยังไม่มีความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้ง ส่งผลให้มีความกดดันต่อการลงทุนในประเทศ และทำให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจยังคงล้าช้าต่อเนื่อง ประกอบกับหมดช่วงของการซื้อกองทุนไปเมื่อสิ้นปี 56 ทำให้ไม่มีปัจจัยเข้ามาสนับสนุนตลาด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองยังคงคาดการณ์ได้ยาก โดยขึ้นอยู่กับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), กลุ่มผู้ชุมนุมประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) และรัฐบาลรักษาการ ที่ต้องไปเจรจาหาทางออกในเรื่องดังกล่าวกัน หากเลือกตั้งไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและผลกระทบทางมาตรการเศรษฐกิจของประเทศได้

นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) มองว่า สถานการณ์ทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้มีผลกระทบระยะสั้นต่อการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เชื่อว่าการที่บริษัทมีคุณภาพ ผลประกอบการดี จ่ายเงินปันผลสูง จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในการระดมทุน และผ่านปัจจัยลบต่างๆ ได้ ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาการเงินจะต้องพยายามนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ของบริษัทให้นักลงทุนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมองเป็นโอกาสดีของนักลงทุนที่จะซื้อหุ้นที่มีศักยภาพในราคาที่ถูกลง

ด้านนางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงถึงระดับ 32.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันนี้ (2 ม.ค.57) เกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ประกอบด้วย เศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) ตลาดเงินและตลาดหุ้นหลายประเทศยังปิดทำการอยู่ ทำให้ธุรกรรมเบาบาง เงินบาทเคลื่อนไหวแกว่งตัวมาก รวมทั้งเป็นช่วงที่กองทุนต่างๆ ปรับสัดส่วนการลงทุนเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น ทำให้มีแรงขายหุ้นไทยจนลดลงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่ยังกดดันบรรยากาศการลงทุน

ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะต่อไป เชื่อว่าค่าเงินบาทมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ทั้ง 2 ทิศทาง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องว่าจะดีกว่าหรือแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนการที่เงินบาทอ่อนค่าจะมีผลทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นหรือไม่ เชื่อว่าจะไม่เร่งตัวมาก เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าคิดเป็นร้อยละ 20 ของการบริโภคสินค้าในประเทศ ขณะที่ค่าไฟและค่าก๊าซหุงต้มที่จะปรับขึ้นในปีนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการจะปรับขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคมีน้อย ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

ส่วนหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจาก 79.2 % ในไตรมาส 3 เป็น 80.1 % ต่อจีดีพี ในไตรมาส 4 เกิดจากสินเชื่อรถยนต์ขยายตัวสูงขึ้นตามโครงการสินเชื่อรถยนต์คันแรก ซึ่ง ธปท.ไม่ได้มีความกังวลเพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะทั้งผู้กู้และผู้ปล่อยกู้มีความระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ลดภาระให้กับผู้บริโภค ซึ่งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น จาก 2.2 % ในเดือนตุลาคม เป็น 2.3 % ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินสำรองและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ที่มา แนวหน้า

About these ads

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s